สนมซูเอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า “นอกจากว่านกุ้ยเหรินแล้ว เว่ยกุ้ยเหรินคนนั้นก็ปล่อยไว้ไม่ได้เช่นกัน”
“นอกจากว่านกุ้ยเหรินแล้ว ก็มีเพียงเว่ยกุ้ยเหรินคนนี้ที่ได้รับความโปรดปรานที่สุด เปิ่นกงต้องกำจัดนางให้ได้”
อวี้กุ้ยเหรินก้มตาลงอย่างแช่มช้า แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา “เหนียงเหนียงโปรดวางใจ สนมหม่อมฉันเข้าใจแล้ว”
ช่วงหลายวันที่กุ้ยเฟยถูกกักบริเวณ เวินเล่อเยียนก็สมปรารถนา ได้ถวายงานรับใช้ฮ่องเต้ในห้องบรรทมเสียที เวินอวิ๋นเหมียนเดาได้ว่าเป็นกุ้ยเฟยที่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง ทั้งยังทำไปเพื่อใช้ต่อกรกับนาง
หลังได้ถวายงานรับใช้ในห้องบรรทม เวินเล่อเยียนก็เปล่งปลั่งมีราศีอยู่ตลอดเวลา มักแวะมาคุยโวที่ศาลามู่ตานอยู่เนือง ๆ คล้ายกับความรุ่งเรืองที่เวินอวิ๋นเหมียนได้รับหลังถวายงานรับใช้ฮ่องเต้ในชาติก่อน จะตกเป็นของนางทั้งหมด
เวินอวิ๋นเหมียนเพียงยิ้ม ไม่เอ่ยคำใด
เวินเล่อเยียนยิ่งได้ใจ ก่อนออกจากศาลามู่ตานยังไม่ลืมเอ่ยว่า “พี่หญิง ที่จริงข้าควรกล่าวขอโทษท่านสักคำ ต่อไปท่านก็ทำได้เพียงหมอบกราบอยู่แทบเท้าข้าแล้ว”
จะโทษก็ต้องโทษที่เจ้าไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ ใครใช้ให้สวรรค์ไม่เข้าข้างเจ้าเล่า
เวินเล่อเยียนไม่ได้กลับศาลาเฉียงเวยโดยตรง แต่ไปชมดอกเหมยที่ศาลาริมทาง
ยามนี้เป็นช่วงกลางฤดูหนาวที่หนาวเหน็บที่สุด นางจงใจเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์บางเบา แล้วอดทนต่อความหนาวเฝ้ารออยู่ที่นั่น
แม่นมหงเกลี้ยกล่อมว่า “นายหญิงน้อย ที่นี่อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ หากนายหญิงน้อยยังอยู่ต่อไป เกรงว่าจะหนาวจนประชวรนะเจ้าคะ”
เวินเล่อเยียนกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย นางจำได้ว่าชาติก่อนเวินอวิ๋นเหมียนบังเอิญพบฮ่องเต้ที่นี่
เพราะท่าทางเศร้าสร้อยหม่นหมองของเวินอวิ๋นเหมียน จึงทำให้ฮ่องเต้เกิดความเวทนา หลังจากนั้นไม่นานนางก็ตั้งครรภ์องค์ชาย
แม้นางจะได้รับความโปรดปรานแล้ว แต่ฮ่องเต้กลับมีท่าทีเรียบเฉยต่อนาง นางจำต้องใช้กลอุบายให้ฮ่องเต้จดจำนางให้ได้!
