เมื่อได้ฟังเวินอวิ๋นเหมียนเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่อยากเปลืองวาจาอธิบายเรื่องไร้ประโยชน์ นิ้วเรียวยาวของจวินเฉินอวี้ก็พลันกำแน่น
เขาโกรธจนหัวเราะออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะไม่บังคับกุ้ยเฟย”
“อีกอย่าง ในเมื่อเยวี่ยผินรู้สึกว่าตนถูกกุ้ยเฟยรังแก เช่นนั้นเราก็จะให้เยวี่ยผินกับกุ้ยเฟยช่วยอภิบาลกิจการทั้งหกตำหนักด้วยกัน!”
หนิงฉือจินตะลึงงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดี
นึกไม่ถึงว่าแผนการของตนยังไม่ทันสำเร็จ ฮ่องเต้ก็ให้นางช่วยอภิบาลกิจการทั้งหกตำหนักเสียก่อน หนิงฉือจินตื่นเต้นจนแทบระงับไม่อยู่ รีบกล่าวขอบพระทัยทันที
“ขอบพระทัยฮ่องเต้! หม่อมฉันรู้อยู่แล้วว่าฮ่องเต้ทรงรักหม่อมฉัน”
อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยมองหน้ากัน ทั้งสองต่างรู้สึกแทนเหนียงเหนียงว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ทว่าเหนียงเหนียงกลับไม่มีสีหน้าใด
แต่อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยก็เข้าใจเหนียงเหนียงของตนดี แม้ยามนี้เหนียงเหนียงจะไร้สีหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตใจของนางจะแข็งกระด้างดุจเหล็ก
ฮ่องเต้ทำให้เหนียงเหนียงเสียหน้าเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักทะนุถนอมเหนียงเหนียงเอาเสียเลย...
จวินเฉินอวี้ดึงหนิงฉือจินที่คุกเข่าขอบพระทัยให้ลุกขึ้น ก่อนเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เรารักเจ้า ย่อมเต็มใจมอบสิ่งดีงามให้เจ้า ขอเพียงเจ้าช่วยอภิบาลกิจการทั้งหกตำหนักให้ดี หากวันหน้ากุ้ยเฟยประพฤติเสื่อมเสีย เราก็ไม่ถือสาที่จะมอบตำแหน่งกุ้ยเฟยนี้ให้เจ้า”
สีหน้าของเวินอวิ๋นเหมียนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา
เมื่อจวินเฉินอวี้เห็นเช่นนั้น ก็พลันรู้สึกเสียใจที่กล่าวเช่นนี้
แต่เขาคือโอรสสวรรค์ผู้สูงศักดิ์ จะตรัสสิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยทัดทานแม้แต่ครึ่งคำ
ดวงตาของหนิงฉือจินเป็นประกาย “หม่อมฉันจะช่วยอภิบาลกิจการทั้งหกตำหนักให้ดี ไม่ทำให้ความไว้วางพระทัยของฮ่องเต้ต้องสูญเปล่า”
“พอเถิด ไม่เช้าแล้ว ไปกินมื้อกลางวันกับเราสักมื้อ”
จวินเฉินอวี้ยื่นมือไปจับมือหนิงฉือจินต่อหน้าเวินอวิ๋นเหมียน
หนิงฉือจินเอนกายพิงข้างกายจวินเฉินอวี้อย่างอ่อนช้อย แววตาและหัวใจมีแต่จวินเฉินอวี้ ทว่าก่อนจากไป นางยังส่งสายตาท้าทายให้เวินอวิ๋นเหมียนอย่างเย็นชา
