นักดนตรีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว โขกศีรษะไม่หยุด หวังร้องขอความเมตตา ทว่ากลับถูกเหล่าขันทีลากออกจากตำหนักเป่าหวาไปโดยตรง
เส้นเลือดบนหน้าผากจวินเฉินอวี้ปูดโปน “เสี่ยวลู่จื่อ เราไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีใด จงหาคนที่บรรเลงเพลงเดียวกันได้โดยไม่ต้องใช้พิณโบราณมาให้เราเดี๋ยวนี้ หากกล้าถ่วงเวลา เราจะตัดหัวพวกเจ้าเช่นกัน!”
ทั่วทั้งท้องพระโรงไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง ทุกคนต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง
กงกงลู่เหงื่อเย็นชุ่มเต็มศีรษะ ยิ่งไม่กล้ารั้งรอ รีบหันหลังจะออกไปทันที “บ่าวน้อมรับพระบัญชา!”
กงกงลู่ติดตามฮ่องเต้มาหลายปี แม้เผชิญสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังพอสงบสติอารมณ์ได้
ทุกคนต่างรอคอย ไม่นานก็ถึงเวลาบรรเลงดนตรีแล้ว ทว่ากงกงลู่ยังไม่กลับมารายงาน
ขณะที่จวินเฉินอวี้กำลังพิโรธถึงขีดสุด พลันได้ยินเสียงพิณโบราณอันไพเราะดังมาจากห้องด้านใน
ห้องด้านในเป็นสถานที่บรรเลงดนตรี เมื่อได้ยินเสียงนี้ ดวงตาเย็นชาของจวินเฉินอวี้พลันชะงักไปเล็กน้อย
ถัดมาเป็นเสียงเครื่องดนตรีชนิดอื่นบรรเลงประสานกัน ทว่าเสียงพิณโบราณยังคงโดดเด่นที่สุด
ฮองเฮาติดตามฮ่องเต้มาฟังดนตรีที่นี่ทุกปี จึงคุ้นเคยกับเสียงบรรเลงเป็นอย่างดี ครั้นได้ยินก็อดประหลาดใจไม่ได้ “ฮ่องเต้ เสียงพิณนี้ไม่ต่างจากปีก่อน ๆ เลย ราวกับบรรเลงด้วยพิณโบราณตัวนั้น ดูท่ากงกงลู่จะหาคนมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้วเพคะ”
จวินเฉินอวี้ย่อมฟังออกเช่นกัน คิ้วที่ขมวดแน่นค่อย ๆ คลายลง
บรรยากาศภายในตำหนักจึงค่อยผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
เหล่าสนมแอบถอนหายใจ พวกนางไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วหนักถึงเพียงนี้มาก่อน
บัดนี้พวกนางล้วนมีอายุเกินยี่สิบปี เคยผ่านเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้เพิ่งขึ้นครองราชย์และกวาดล้างพรรคพวกอ๋องอี้ผู้ก่อกบฏมาแล้ว
