ฉินกุ้ยเหรินเดินเข้ามาจากด้านนอก ร่างกายอ่อนแอราวกับลมพัดก็ปลิว ลั่วเยี่ยนประคองนางไว้ ก่อนพานางเดินอย่างยากลำบากมาหยุดตรงหน้าฮ่องเต้
“หม่อมฉันถวายบังคมฮ่องเต้...”
เห็นนางอยู่ในสภาพเช่นนี้ จวินเฉินอวี้ก็ขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรไป?”
ฉินกุ้ยเหรินดวงตาแดงก่ำ “ฮ่องเต้ ขอพระองค์โปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วย เมื่อวานสนมซูคิดจะสังหารหม่อมฉันเพคะ”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” จวินเฉินอวี้ตวัดสายตาเย็นเยียบไปทางสนมซู
สนมซูตื่นตระหนก “ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่ได้...”
“เจ้ายังกล้าแก้ตัวอีก!” ฉินกุ้ยเหรินมองนางอย่างเดือดดาล จากนั้นหันไปมองลั่วเยี่ยน “ให้คนนำขันทีน้อยสองคนนั้นเข้ามา”
ลั่วเยี่ยนขานรับ แล้วพาซูฉางจ้ายกับขันทีน้อยหลายคนในวัง กดตัวคนของตำหนักสนมซูเข้ามา
“ถวายบังคมฮ่องเต้” ซูฉางจ้ายคำนับอย่างนอบน้อม
“ฮ่องเต้ เมื่อคืนฝนตกหนัก หม่อมฉันปลูกดอกโบตั๋นไว้มากมาย แล้วนำไปวางไว้ที่ศาลากลางทะเลสาบด้านหน้า จึงพาขันทีน้อยสองคนข้างกายไปย้ายดอกไม้”
“ไม่คิดว่าจะบังเอิญเห็นขันทีน้อยสองคนจากตำหนักสนมซูกำลังจะง้างปากฉินกุ้ยเหรินกับสาวใช้ เพื่อกรอกยาให้พวกนาง”
“หม่อมฉันรู้ว่าพี่น้องในวังล้วนปรนนิบัติฮ่องเต้ ไม่ควรก่อความวุ่นวายในฝ่ายใน ดังนั้นแม้เสี่ยงทำให้สนมซูขุ่นเคือง หม่อมฉันก็ช่วยฉินกุ้ยเหรินเอาไว้”
ซูฉางจ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางจะปล่อยให้ตนทำพลาดไม่ได้
ขันทีน้อยทั้งสองยืนหลังตรง แม้หวาดกลัว แต่ดูท่าทางไม่คิดจะรับสารภาพ
จวินเฉินอวี้ออกคำสั่งทันที “พาตัวไปศาลาคุมกฎ ง้างปากพวกมันให้ได้!”
กงกงลู่รีบขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ!”
