จวินเฉินอวี้จัดการราชกิจเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
เขานึกถึงเวินอวิ๋นเหมียนอยู่ในใจ พอออกจากตำหนักไท่เหอก็มุ่งหน้าไปยังศาลามู่ตานทันที
เมื่อจวินเฉินอวี้เดินเข้ามา อวิ๋นเฟยก็รีบถวายบังคม “ถวายบังคมฮ่องเต้”
“นายหญิงน้อยของเจ้าอยู่ที่ใด?”
อวิ๋นเฟยรีบกราบทูล “ทูลฮ่องเต้ เมื่อครู่นายหญิงน้อยไปชมดอกไม้อยู่ในสวนเหมยด้านหลัง หม่อมฉันกำลังจะไปที่นั่นเพคะ”
จวินเฉินอวี้นึกถึงท่าทางอ่อนหวานเย้ายวนของนาง มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มละมุน “ไม่ต้องแล้ว เราจะไปดูนางเอง”
ในสวนด้านหลัง ไอหมอกลอยคลุ้งเสียจนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่ชัดเจน
จวินเฉินอวี้เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
ในชั่วขณะที่เขาเดินเข้าใกล้ผ่านม่านหมอก เงาร่างบอบบางร่างหนึ่งหันหลังให้เขา เรือนผมยาวยังไม่ได้เกล้ามวย ดูเลือนรางคล้ายจริงคล้ายฝัน
เงาร่างเบื้องหน้าพลันพร่าเลือนขึ้นมา
แววอ่อนโยนในดวงตาจวินเฉินอวี้แปรเปลี่ยนในชั่วพริบตา เขาหยุดฝีเท้าลงอย่างฉับพลัน
เขาพลันนึกถึงใบหน้าที่ซ่อนอยู่ลึกสุดในใจมานานหลายปี และเงาร่างที่ยอมเสี่ยงชีวิตรับคมดาบแทนเขาอย่างไม่ลังเล
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของจวินเฉินอวี้พลันถูกหญิงอื่นเข้าครอบครอง เขาเผลอเอ่ยเรียกออกมา “ซวงเสวี่ย? เป็นเจ้าใช่หรือไม่?”
เมื่อครั้งแรกที่พบซวงเสวี่ย เขายังเป็นอ๋องผู้ไม่ได้รับความโปรดปราน ส่วนนางเป็นบุตรสาวอนุจากตระกูลขุนนางที่ไม่ได้รับความรักใคร่
ยามอยู่ต่อหน้าเขา นางเรียกตนเองเพียงสามัญชนหญิง ไม่ยอมบอกฐานะของตน
ในเวลานั้น นางเงยหน้ามองจันทร์อย่างเย็นชาและเดียวดาย ราวกับแยกขาดจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้
