ศาลามู่ตาน อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยรีบนำผ้าเย็นมาให้ “สนมฮุ่ยลงมือหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ใบหน้าของนายหญิงน้อยถึงกับถูกตบจนเป็นเช่นนี้”
เวินอวิ๋นเหมียนนั่งนิ่งเงียบ หางตาเย็นชาไร้อารมณ์
“เรื่องนี้อย่าแพร่งพรายออกไป ข้ามีแผนอยู่แล้ว”
อวิ๋นหย่างถาม “ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องแล้วหรือไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนส่ายหน้า “วันนี้ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่ตำหนักไท่เหอเพื่อพบเหล่าขุนนาง เรื่องนี้แพร่ไปไม่ถึงหรอก ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่อยากให้ฮ่องเต้ทรงทราบมีอยู่ถมเถ”
ระหว่างที่กำลังพูด กงกงหมิงก็เข้ามารายงาน “นายหญิงน้อย หรงเฟยเหนียงเหนียงเสด็จมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เวินอวิ๋นเหมียนชะงักไป ชาติก่อนนางกับหรงเฟยไม่เคยมีไมตรีต่อกัน แม้อีกฝ่ายจะเป็นนายหญิงผู้ครองตำหนักของนาง แต่ก็พบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น หรงเฟยไม่แก่งแย่งชิงดี แม้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ เป็นบุตรีของอัครมหาเสนาบดีซูแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ทว่านางไม่เคยอาศัยฐานะสูงส่งเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน
ภายหลังฮองเฮาสิ้นพระชนม์ หรงเฟยก็ป่วยตายอย่างกะทันหัน เวินอวิ๋นเหมียนจึงเริ่มจดจำนางได้
สาเหตุการตายของหรงเฟยก็น่าสงสัยอย่างยิ่ง ดูคล้ายเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของฮองเฮา เรื่องนี้จึงเป็นปริศนาที่เวินอวิ๋นเหมียนติดใจมาโดยตลอด
“รีบเชิญหรงเฟยเหนียงเหนียงเข้ามา”
เวินอวิ๋นเหมียนส่งผ้าเย็นให้อวิ๋นหย่าง ก่อนลุกขึ้นต้อนรับ
หรงเฟยเดินเข้ามาพอดี นางมีท่วงท่าสง่างามอ่อนช้อย ทว่าความเย็นชากลับประหนึ่งหิมะกลางเหมันต์ ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
เวินอวิ๋นเหมียนค้อมกายคำนับอย่างอ่อนน้อม “สนมหม่อมฉันถวายพระพรหรงเฟยเหนียงเหนียง”
“รีบลุกขึ้นเถิด” หรงเฟยมีน้ำเสียงอ่อนแรง แต่ก็รีบยื่นมือประคองนางไว้ “วันนี้มาเยือนกะทันหัน ทำให้เจ้าตกใจหรือไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง พลางประคองหรงเฟยให้นั่งลง “เหนียงเหนียงตรัสหนักไปแล้ว สนมหม่อมฉันยินดีอย่างยิ่ง”
