กองทหารราชวังล้อมพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว ขันทีน้อยที่จับกุมเวินอวิ๋นเหมียนไว้ต่างมองกองทหารราชวังที่รุดมาถึงอย่างตื่นตระหนก
สายฝนกระทบด้ามกระบี่ของพวกเขา แสงเย็นเยียบจากคมดาบและกระบี่วาบขึ้นท่ามกลางรัตติกาล
ฉินผินรีบส่งร่มไม้ไผ่ให้ กางบังฝนให้องค์ชายใหญ่กับเวินอวิ๋นเหมียน
เสียนเฟยได้ยินเสียง จึงรีบเดินออกมาจากตำหนัก
ครั้นเห็นฉินผินถือป้ายคำสั่งขนนกชาดและเรียกกองทหารราชวังมาล้อมที่นี่ สีหน้าสงบนิ่งของนางก็พลันเลือนหายไป
นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น มองสตรีที่ตนละเลยผู้นี้อย่างตกตะลึง
ฉินผินตัวเล็ก ๆ เหตุใดจึงมีป้ายคำสั่งขนนกชาดอยู่ในมือได้?!
“บังอาจนักฉินผิน เจ้ากล้าขโมยป้ายคำสั่งขนนกชาดของฮ่องเต้ ทั้งยังกล้าปลอมแปลงราชโองการ เรียกกองทหารราชวังมาช่วยพระสนมหยวนเฟยอีกหรือ ไม่รักศีรษะของเจ้าแล้วหรือไร?”
ฉินผินแย้มยิ้มเย็นชา เมื่อมีป้ายคำสั่งขนนกชาดอยู่ในมือ ไยต้องหวาดกลัวเสียนเฟย นางจึงกล่าวเสียงเย็นว่า “หม่อมฉันเคยคิดว่าเหนียงเหนียงเสียนเฟยทรงเฉลียวฉลาดเหนือผู้ใด ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะตรัสถ้อยคำชวนขันเช่นนี้ออกมา”
“ในเมื่อเหนียงเหนียงทรงทราบว่านี่คือป้ายคำสั่งขนนกชาดของฮ่องเต้ ก็ควรทรงทราบว่า หากฮ่องเต้ไม่ได้พระราชทานแก่หม่อมฉันด้วยพระองค์เอง หม่อมฉันจะได้มันมาได้อย่างไร?”
“แล้วจะเรียกกองทหารราชวังมาได้ง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเสียนเฟยก็ย่ำแย่ลงอย่างยิ่ง
“ถึงเจ้าจะเรียกกองทหารราชวังมาได้ แต่พระสนมหยวนเฟยติดโรคระบาด บัดนี้ก็ไม่อาจอยู่ในวังต่อไปได้ เปิ่นกงจึงต้องส่งนางออกจากวัง”
เวินอวิ๋นเหมียนสบตาฉินผิน อีกฝ่ายส่งสายตาปลอบใจมาให้ ก่อนหน้านี้พระสนมหยวนเฟยเป็นผู้คุ้มครองนาง วันนี้นางก็จะคุ้มครองเหนียงเหนียงได้เช่นกัน
“จะติดโรคระบาดหรือไม่ ย่อมต้องให้หมอหลวงเป็นผู้วินิจฉัย ต่อให้พระสนมหยวนเฟยติดโรคระบาดจริง แต่ในครรภ์เหนียงเหนียงมีพระโอรสอยู่ ก็ต้องรักษาพระองค์ในวัง ไฉนจึงปล่อยให้เหนียงเหนียงตัดสินใจส่งคนออกไปได้?”
