สายตาของทุกคนหันไปยังต้นเสียง
เห็นหนีอวี้เหิงก้าวออกมาอย่างเร่งร้อน ก่อนจะคำนับอย่างนอบน้อม “กราบทูลฮ่องเต้ กระหม่อมรู้สึกว่าอาหารชามนี้มีพิรุธ ขอให้กระหม่อมตรวจดูได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าหมอหลวงจางเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่ชอบคนหนุ่มผู้ถือตัวในความสามารถผู้นี้
อาศัยว่าตนมีฝีมือทางการแพทย์สูง ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านนี้ไม่น้อย จึงวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
ยามนี้พอได้ยินเขาทำอะไรโดยพลการ ก็ขมวดคิ้ว “บังอาจ! ต่อหน้าฮ่องเต้ เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลได้อย่างไร อาหารเหล่านี้ไม่มีพิษ ข้าใช้เข็มเงินทดสอบแล้ว ไม่มีปัญหาแน่นอน”
หนีอวี้เหิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “บางครั้งพิษก็มิได้ตรวจพบได้ด้วยเข็มเงินเพียงอย่างเดียว หากง่ายดายถึงเพียงนั้น ผู้ใดยังจะวางยาพิษอีก? หากถูกจับได้ขึ้นมา มิใช่รนหาที่ตายหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้า!” หมอหลวงจางถูกเขาย้อนจนพูดไม่ออก
หมอหลวงอีกหลายคนที่อยู่ด้านหลังสบตากันอย่างกระอักกระอ่วน ปกติไม่ว่าหมอหลวงจางจะวินิจฉัยเช่นไร พวกเขาก็เพียงกล่าวตามคำวินิจฉัยของเขาก็พอ
แม้จะไม่ตรงกับหน้าที่ของแพทย์ แต่กลับสอดคล้องกับหนทางเอาตัวรอดในราชการ
ไม่คิดเลยว่าหมอหลวงชั้นผู้น้อยผู้ดำรงตำแหน่งเพียงขั้นสี่จะหุนหันถึงเพียงนี้
หากเขาตรวจพบสิ่งผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ นั่นมิเท่ากับตบหน้าหมอหลวงจางหรอกหรือ
แล้วศักดิ์ศรีของหมอหลวงจางผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยกรมหมอหลวงขั้นสองจะเหลืออยู่หรือไร
ดวงตาดำขลับของจวินเฉินอวี้ฉายแววขุ่นเคือง เขาตวัดตามองหมอหลวงจางจนอีกฝ่ายมีเหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผาก
จากนั้นฮ่องเต้จึงตรัสกับหนีอวี้เหิง “เจ้าไปตรวจดู หากหาสาเหตุพบและช่วยว่านกุ้ยเหรินให้หายได้ เราจะไม่ให้เจ้าต้องเสียเปรียบ”
