ข้าวของในตำหนักเหยาหวาถูกเก็บออกไปจนหมดอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานตำหนักเหยาหวาซึ่งเป็นของกุ้ยเฟยแต่เพียงผู้เดียว ก็จะตกเป็นที่ประทับของหนิงซวงเสวี่ย
ยามข่าวมาถึงหูเวินอวิ๋นเหมียน นางกำลังดื่มยาอยู่
เวินอวิ๋นเหมียนแค่นยิ้มเย็นชา «ตามใจนางเถิด»
หากนางมีโอกาสได้ขึ้นสู่ตำแหน่งหวงกุ้ยเฟย ที่ประทับของนางก็ย่อมไม่ใช่ตำหนักเหยาหวา
ถึงยามนั้น ตำหนักเหยาหวงซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังค่อนไปทางข้างของตำหนักไท่เหอ จึงจะเป็นตำหนักของนาง
เพียงแต่ตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยนั้นมีฐานะเสมือนรองฮองเฮา บัดนี้จึงยังถูกปิดตายอยู่
«เหนียงเหนียงไม่ทรงกริ้วหรือเพคะ? ตำหนักเหยาหวางดงามถึงเพียงนั้น ทั้งยังมีหยกอุ่นอยู่เต็มตำหนัก ของล้ำค่าหายากทั่วหล้าเชียวนะเพคะ กลับปล่อยให้พระสนมหนิงเข้าไปประทับเช่นนี้ ช่างน่าโมโหนัก»
อวิ๋นเฟยโมโหจนกินข้าวไม่ลงมาทั้งวัน แม้แต่หน้าม้าสั้น ๆ ก็พันกันเป็นปม
เวินอวิ๋นเหมียนทอดสายตาลง แววอ่อนโยนแผ่ซ่าน นางลูบแก้มนุ่มนิ่มของอวิ๋นเฟย «เด็กโง่ คนเราต้องมองไปข้างหน้า ไม่มีผู้ใดราบรื่นไปตลอดทาง เมื่อพบอุปสรรคย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการมองไปยังเบื้องหน้าที่ต้องฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว»
«ตำหนักเหยาหวานั้นดีอยู่แล้ว ทว่าภายหน้าจะยังมีสิ่งที่ดียิ่งกว่ารอพวกเราอยู่»
อวิ๋นเฟยชะงัก ดวงตาเป็นประกาย «บ่าวจำไว้แล้วเพคะ»
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มพลางหลุบตา อ่อนโยนจนผู้คนใจอ่อน «เด็กดี»
ส่วนดวงตาของอวิ๋นหย่างกลับเริ่มแสบร้อน ไม่ว่าเหนียงเหนียงจะเป็นที่โปรดปรานหรือถูกทอดทิ้ง ดูเหมือนนางก็ไม่เคยโมโหใคร ทั้งยังอ่อนโยนและพูดจาแผ่วเบากับพวกนางเสมอ
