【เงื่อนไขการครอบครอง: แท่นบูชาแห่งนี้มีเจตจำนงเป็นของตนเองและต่อต้านสิ่งแปลกปลอมอย่างรุนแรง ผู้ถูกสวรรค์เลือกต้องขึ้นไปยืนกลางแท่นบูชาด้วยตนเอง เผชิญหน้าและต้านทานเสียงกระซิบของเทพบิดรหนึ่งระลอก มีเพียงผู้ที่ผ่านเงื่อนไขและไม่ถูกกลืนกลายเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิ์ครอบครองแท่นบูชาและเก็บมันไว้ได้】
【คำเตือน: เสียงกระซิบของเทพบิดรเป็นการโจมตีทางจิตระดับมิติสูงที่ไม่อาจบรรยายได้! หากผู้ถูกสวรรค์เลือกต้านทานไม่ไหว เบาที่สุดก็จะเสียสติอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นศาสนิกสุดคลั่งของเทพบิดรและทาสลึกลับ ส่วนหนักที่สุดคือวิญญาณแตกดับ ณ ที่นั้น จิตสำนึกถูกลากเข้าสู่ห้วงเหว ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด!】
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบในหัว ลู่เสวี่ยเหยาก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ บนใบหน้างดงามปรากฏแววเคร่งเครียดวูบหนึ่ง
“ครั้งนี้ถึงกับพบสิ่งก่อสร้างระดับ S ที่สมบูรณ์ทั้งหลัง แถมเงื่อนไขการครอบครองก็เข้มงวดเกินไปแล้ว”
ลู่เสวี่ยเหยาถามในทะเลสำนึกว่า “พี่คะ เทพบิดรที่ว่านี่เป็นตัวตนแบบไหนกันแน่ เราจะเสี่ยงไปต้านทานเสียงกระซิบนั่นดีไหม”
เวลานี้ลู่หลีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในทะเลสำนึก ดวงตาคู่ซ้อนเปิดปิด แสงโลกาธุลีในดวงตาคู่ซ้อนทะลวงตรงไปยังแก่นแท้ของแท่นบูชาเทพบิดร
ในสายตาของเขา แท่นบูชาแห่งนี้ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างไร้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย โดยแก่นแท้แล้วมันคล้ายกับจุดตัดเชื่อมมิติพิเศษที่ถูกทำให้แข็งตัวขึ้นอย่างฝืนธรรมชาติ
อีกด้านหนึ่งของแท่นบูชาเชื่อมต่อกับดินแดนสิ่งลึกลับที่ลึกสุดหยั่งถึงและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อันวุ่นวายนับไม่ถ้วน ผ่านเส้นสายกฎเกณฑ์ลึกลับบางอย่าง