ผู้คนในสนามเริ่มเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ
กลุ่มผู้เล่นเป็นฝ่ายล่าถอยไปอย่างไม่ลังเลที่สุด
ผู้เล่นระดับปิงคนหนึ่งดึงแขนเสื้อสหายไว้ พลางพูดเสียงเบา “ไป ๆ ๆ อย่าดูเลย”
“แต่ว่าบัวสวรรค์...”
“บัวสวรรค์บ้าอะไรล่ะ ดูท่าทางของคนที่ฟันทีเดียวสังหารขั้นกำเนิดฟ้าคนนั้นสิ แกขึ้นไปจะให้เธอเอาไปเพิ่มกับข้าว หรือจะไปเกะกะเธอกันแน่?”
“ก็จริง”
“อีกอย่าง ลองคิดดูสิ บัวสวรรค์เจ็ดสีช่วยเพิ่มโอกาสทะลวงขั้นกำเนิดฟ้า แล้วโอกาสนั่นมีเท่าไรกัน? สองในสิบหรือ? พวกเราเพิ่งทะลวงขั้นทะลุเส้นลมปราณเอง จะไปคิดมากทำไม”
“พูดถูก ไปกันเถอะ”
เหล่าผู้เล่นทยอยแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
บางคนหัวไวถึงกับคิดออกแล้วว่าจะไปตั้งกระทู้ในฟอรัมยังไง
สุดท้ายที่เหลืออยู่มีเพียงคนจากเกาะเจินหลาน
อู๋กุ่ยยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ข้างกายเขายังเหลือคนอยู่อีกราวสิบคน เมื่อครู่กระบี่ของเฟิ่งหงเยี่ยนสังหารผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดฟ้าไปหนึ่งคน ส่วนทุ่นระเบิดสวรรค์ก็ระเบิดคนไปอีกหลายคน แต่กำลังรบหลักยังอยู่ครบ
สมองของอู๋กุ่ยหมุนเร็วจี๋
‘สู้หรือ?’
‘สู้ไม่ไหว ขั้นกำเนิดฟ้าจุดสูงสุดปะทะขั้นกำเนิดฟ้าระยะแรก นั่นคือการบดขยี้กันด้วยขอบเขตใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังเป็นเฟิ่งหงเยี่ยน’
‘หนีหรือ?’
‘จะหนีรอดไหม?’
เขาเหลือบมองตำแหน่งของเฟิ่งหงเยี่ยน แล้วหันไปมองคนที่อยู่ด้านหลังตน
“ถอย” อู๋กุ่ยลดเสียงลง
คนราวสิบคนเริ่มเคลื่อนไหว
พวกเขาขยับอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำให้บางสิ่งตื่นขึ้น
เฟิ่งหงเยี่ยนไม่ได้ขยับ
จนกระทั่งคนจากเกาะเจินหลานเดินออกไปได้สิบจั้ง
“ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าไปแล้วหรือ?”
เสียงของนางไม่ดัง ทว่าเย็นเยียบจับใจ
อู๋กุ่ยร้อนรนขึ้นมา “เซียนจื่อเฟิ่ง บัวสวรรค์ไม่ได้อยู่ในมือพวกข้า พวกข้าก็ไม่ได้ทำร้ายเขาแม้แต่น้อย...”
“ข้ารู้” เฟิ่งหงเยี่ยนยิ้ม มุมปากใต้ผ้าคลุมหน้ากระดกขึ้นเป็นส่วนโค้งงดงาม
