ราชวงศ์จิ่วโยวครอบครองแผ่นดินไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นเทือกเขาแสนบรรพตกับแคว้นเล็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่ว
ราชวงศ์แบ่งการปกครองออกเป็น 13 มณฑล ภูเขาจื่อเซียวตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของมณฑลหนานฮวง ส่วนเมืองเจียงโจวตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างมณฑลจงโจวกับหนานฮวง
ทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันหลายพันลี้ ต่อให้จางเฉินเร่งใช้ท่องโลกมนุษย์จนสุดกำลัง เดินทางได้วันละหลายร้อยลี้ ก็ยังต้องใช้เวลาเจ็ดถึงแปดวัน
จางเฉินเดินทางมาได้สองวันแล้ว
ตลอดสองวันนี้ เขาข้ามภูเขาสามลูก ลุยแม่น้ำสายเล็กสองสาย ระหว่างทางยังฆ่าสัตว์อสูรไปไม่น้อย
ยามตะวันลอยอยู่เหนือศีรษะ อากาศร้อนจัด จางเฉินก็มองเห็นผู้คนอยู่ลิบ ๆ
ร้านน้ำชา
จะเรียกว่าร้านน้ำชาก็ไม่เชิง เป็นเพียงไม้ไผ่สามลำค้ำผ้าใบกันแดดผืนหนึ่งไว้ ใต้ร่มมีม้านั่งยาวสองตัว ส่วนหม้อทองแดงใบใหญ่กำลังต้มชาหยาบส่งเสียงเดือดปุด ๆ
เจ้าของร้านเป็นชายชรา เมื่อเห็นจางเฉินเดินเข้ามา ก็ยิ้มกว้างพลางถามว่า
“คุณชาย ดื่มชาสักถ้วยไหม? ถ้วยละห้าอีแปะ”
จางเฉินนั่งลงบนม้านั่ง “เอามาสองถ้วย”
ชายชรายกกาน้ำดินเผาขึ้น รินชาหยาบใส่ชามใบใหญ่สองใบ น้ำชามีสีเหลืองขุ่น ลอยเศษใบชาอยู่สองสามชิ้น
จางเฉินยกชามขึ้น ยังไม่ทันได้ดื่ม โต๊ะข้าง ๆ ก็เริ่มคุยกัน
“ได้ยินหรือยัง? ช่วงนี้ทางหลวงบนเขาเฟยหลงด้านหน้าไม่ค่อยสงบ”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“มีปีศาจใหญ่ตัวหนึ่ง เสือดำที่บำเพ็ญจนเป็นปีศาจ มันดักอยู่กลางไหล่เขา เจอใครก็ขวาง อ้าปากก็พูดแต่ว่า ‘ภูเขานี้ข้าเปิด ต้นไม้นี้ข้าปลูก’ แม้แต่สำนักคุ้มภัยยังต้องอ้อมไป”
“กร่างขนาดนั้นเลย? ทางการไม่จัดการหรือ?”
“จัดการบ้าอะไรล่ะ! ปีศาจเสือตัวนั้นมีพลังขั้นรวมปราณ พวกมือปราบขั้นหลอมกายกับขั้นทะลุเส้นลมปราณที่ว่าการอำเภอขึ้นไปก็ไม่พอให้มันเคี้ยวติดซอกฟันเสียด้วยซ้ำ เมื่อวานหัวหน้าคุ้มกันจ้าวแห่งสำนักคุ้มภัยเจิ้นหย่วนยังต้องยอมทิ้งของกินไว้ไม่น้อย ถึงได้ผ่านไปได้”
