เป็นอีกวันที่ยุ่งวุ่นวายและหนักเอาการ แทบไม่ได้หยุดพักหายใจ
ตอนที่ไช่จิ้นกลับถึงลานบ้านก็สามทุ่มแล้ว
ลมยามค่ำคืนพัดมาอย่างอบอุ่น แต่มีไอร้อนชื้นของทางใต้ปะปนอยู่ด้วย ทำให้เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัวจนไม่ค่อยสบาย
บนเสื่อตากเย็นในลานบ้าน หลิวชิ่งเหวินสวมกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ นอนเอกเขนกอย่างสบายใจ ถือโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า คุยกับกู้ชิวเยี่ยน เพื่อนนักกลอนของเขาเรื่องความหมายของวรรคกวี “ควันม่วงลอยจากกระถางธูป ณ แสงตะวัน”
พอไช่จิ้นเดินเข้ามา เขาก็ตรงไปยังบ่อน้ำทันที
แม้ตอนนี้พวกเขาจะกลายเป็นเศรษฐีกันหมดแล้ว แต่เมื่ออยู่ในลานบ้านแห่งนี้ นิสัยการใช้ชีวิตกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าใครกลับมา สิ่งแรกที่ทำก็คือไปล้างหน้าข้างบ่อน้ำให้สดชื่น
หลังเช็ดหน้า ความเย็นจากน้ำบาดาลที่มีกลิ่นสนิมก็ซึมผ่านผิวหน้าแผ่ไปถึงหัวใจ ความรู้สึกร้อนชื้นพลันจางหายไปไม่น้อย
ไช่จิ้นมองไปทางหลิวชิ่งเหวิน “วันนี้ทำงานเสร็จแล้วเหรอ ทำไมกลับมาเร็วขนาดนี้?”
หลิวชิ่งเหวินวางโทรศัพท์ลง แกว่งเท้าไปมาอย่างได้ใจ “พี่จิ้น ไม่ได้โม้นะ พี่ลิงลงมือทีเดียว ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังโดนคว้าคอเสื้อมากระทืบได้!”
“โห หมายถึงทำงานเสร็จแล้วสินะ?” ไช่จิ้นคลี่ผ้าขนหนูแล้วพาดไว้ข้าง ๆ ก่อนเดินมานั่ง “เอ้า รายงานตัวเลขมาให้ฟังหน่อย ทำได้เท่าไหร่แล้ว”
ถ้าไม่อวดเก่งก็ไม่ใช่นิสัยของหลิวชิ่งเหวินแล้ว เท้าที่แกว่งอย่างได้ใจก็ยิ่งแกว่งแรงขึ้นไปอีก
เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ข้างตัวส่งให้ไช่จิ้น แล้วเลียนสำเนียงคนปักกิ่งแบบเสิ่นเจี้ยน “ดูเองให้เต็มตาเลยครับ!”
