ไช่จิ้นลุกขึ้นยืนตรงหน้ากระจกบานใหญ่ของโรงแรม เผยให้เห็นฟันเรียงสวย ก่อนยื่นมือไปจับมือชูไบส์ด้วยรอยยิ้มสดใส
“ขอให้พวกคุณประสบความสำเร็จ”
ชูไบส์กับเนียวานนอฟต่างก็ยิ้มตอบ
ชูไบส์เป็นบุคคลแบบไหนน่ะหรือ?
เขาคือหนึ่งในหกผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจของรัสเซียในชาติก่อน! เวลานี้ก็ยังเป็นคนดังที่มีอิทธิพลในรัสเซีย
เพียงปีเดียว ไช่จิ้นก็เริ่มรับมือกับคนระดับสูงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
ตอนเที่ยงเขาไปรับประทานอาหารกับพวกนั้น
ไช่จิ้นอยากรู้สถานการณ์ปัจจุบันของรัสเซียอย่างเร่งด่วน
ชูไบส์ไม่ได้มองเขาเป็นคนนอก จึงเล่าทุกอย่างอย่างไม่ปิดบังระหว่างมื้ออาหาร
พูดให้เห็นภาพก็คือ ที่นั่นป่าเถื่อนยิ่งกว่ายุคเศรษฐกิจสองระบบของหัวเซี่ยเสียอีก
เหล่าผู้มีอิทธิพลที่เริ่มต้นจากการตั้ง “สหกรณ์” ในยุคสหภาพโซเวียต กลายเป็นผู้ควบคุมระเบียบและกฎเกณฑ์ในยุคป่าเถื่อนนี้
ยกตัวอย่างปี 1992 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เงินเฟ้อของรัสเซียในปีนั้นกลับสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์
อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างรูเบิลกับดอลลาร์สหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ธนาคารเริ่มไม่สนใจปล่อยกู้เลยแม้แต่น้อย พวกผู้มีอิทธิพลจึงหันมาเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
ผู้คนมากมายร่ำรวยจากการเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ
เมื่อเงินของธนาคารไม่ไหลเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจ คนธรรมดาย่อมลำบาก
ในยุคสหภาพโซเวียต ศาสตราจารย์คนหนึ่งมีเงินเดือนเดือนละ 200 รูเบิล แต่พอมาถึงตอนนี้ เขาทำได้เพียงมองดูเงินเก็บที่ประหยัดอดออมมาตลอดชีวิต ถูกเงินเฟ้อกัดกินจนในเวลาไม่นานก็เหลือแค่พอซื้อขนมปังก้อนเดียว
