พอนั่งลง ลูกน้องของเขาก็อดพูดไม่ได้ว่า “เพ้อฝันไปกันใหญ่!”
“ไร้เหตุผลสิ้นดี คนตั้งเยอะแยะกลับนั่งฟังเด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดจาเหลวไหล!”
“ผมว่าโรงงานนี้กำลังเล่นกับไฟ เดี๋ยวก็เผาตัวเองหรอก!”
เจิ้งจินกั๋วขมวดคิ้ว “เบาเสียงหน่อย!”
ลูกน้องจึงลดเสียงลง ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ใกล้โรงกลั่นเหล้า คนของโรงกลั่นแวะมากินข้าวกันเป็นประจำ
พอรู้ตัวว่าพูดเสียงดังเกินไป เขาก็รีบกวาดตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง ก่อนเอ่ยว่า “คุณเจิ้ง ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหวแล้วนะครับ”
“ผมอึดอัดใจจะตาย จี้ฉางคงชอบตัดสินใจเองคนเดียวก็จริง แต่อย่างน้อยก็ยังฟังข้อเสนอแนะของพวกเราอยู่บ้าง แต่พวกนั้นสิ กลับไม่เห็นหัวพวกเราเลยสักนิด”
“โดยเฉพาะเหอชิ่ง รองผู้จัดการโรงงานคนนั้น แม่งก็แค่ชาวนา! ผมรู้สึกว่าเขาจงใจเล่นงานพวกเราอยู่เรื่อย”
เจิ้งจินกั๋วทนฟังต่อไม่ไหว จึงขมวดคิ้วถาม “ปล่อยให้ฉันกินข้าวอย่างสบายใจสักมื้อไม่ได้หรือไง?”
ลูกน้องถึงได้หุบปาก
เขาก้มหน้าคอตก สีหน้าอมทุกข์
เจิ้งจินกั๋วขมวดคิ้วแน่นมาตลอด
พออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็ก้มหน้ากินเงียบ ๆ ผ่านไปนานถึงเงยหน้าขึ้นถามต่อ “คุณไช่คนนั้น ธุรกิจหลักของเขาคืออะไร?”
นี่เป็นข้อสงสัยใหญ่ที่สุดในใจของพวกเขาที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง จนถกกันอยู่นาน
ลูกน้องตอบว่า “ไม่ค่อยรู้แน่ชัดว่าทำอะไรครับ แต่ยืนยันได้ว่าเขาไม่ใช่ลูกหลานบ้านคนรวย”
“แต่จู่ ๆ ก็รวยขึ้นมา”
“พูดอะไรที่ฉันยังไม่รู้บ้างสิ!” เจิ้งจินกั๋วเดือดดาล
ลูกน้องก้มหน้า “เรื่องนี้พวกเราก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกันครับ คนที่มาจากอำเภอหยวนหลี่ก็ไม่เคยเล่าให้ฟังเลย”
