“เห็นไหม นายทุนตัวจิ๋วอย่างแกยังตั้งกฎกับฉันอีก!”
“ไปเรียกเจ้านายพวกแกมา…”
“พ่อ คุยเรื่องสำคัญกันได้ไหม อย่าลืมสิว่าวันนี้เรามาทำอะไรกัน!”
คังเหว่ยรู้สึกอับอายขายหน้าสุด ๆ จนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยห้ามขึ้นมา
คังติงกั๋วหันไปมอง ก็เห็นหลายคนที่อยู่แถวนั้นกำลังชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทาพ่อลูกคู่นี้
เขารู้ว่าถ้าพูดต่อไป คงมีคนเอาไปนินทากันมากกว่าเดิม
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ พูดอย่างขุ่นเคืองว่า “แล้วแกจะยืนบื้ออยู่ทำไม รีบเอาข้าวผัดที่พวกเราสั่งมาเสิร์ฟสิ!”
“เป็นแค่ลูกจ้างแท้ ๆ ยังกล้ามาดูถูกฉันอีก โมโหจะตายอยู่แล้ว!”
พนักงานไม่คิดจะถือสาเขา ตอบส่ง ๆ ว่ารอสักครู่แล้วก็เดินจากไป
พอพนักงานเดินพ้นไป ความรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นในฐานะผู้มีเงินหมื่นหยวนที่คังติงกั๋วเคยมีในหมู่บ้านก็ถูกกระแทกจนพังยับ
ให้ตายเถอะ แค่กินข้าวที่นี่ก็แพงขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้มีเงินหมื่นหยวนก็คงทนกินได้ไม่กี่มื้อหรอก
แต่สือเจียล่ะ
ตอนที่ยัยหนูนี่ไปบ้านฉันครั้งแรก มีสภาพยังไงนะ
ทั้งบ้านนอก ทั้งซื่อบื้อ ทำงานในโรงงานได้เงินเดือนแค่ร้อยกว่าหยวน แถมเรียนมาไม่สูง
เมื่อก่อนฉันยังพออาศัยเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มี ทำตัวเป็นผู้ใหญ่คอยอบรมเธอได้ แต่ตอนนี้ล่ะ เธอกลับนั่งกินข้าวอยู่ในภัตตาคารหรู
กินแต่ของดี ๆ แล้วลูกชายฉันกับฉันกินอะไรกัน
ข้าวผัดที่ถูกที่สุดในร้านนี้!
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าท่า สุดท้ายเขาดื่มน้ำไปแก้วหนึ่ง ก่อนจะวางแก้วกระแทกโต๊ะ
จากนั้นก็เดินดุ่ม ๆ ไปทางโต๊ะของไช่จิ้น
