เฉินนียกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งคำ
“พวกเขาสนใจมากแน่นอน แต่ก็แสดงความกังวลออกมาเหมือนกัน นั่นคือเรื่องกำลังทรัพย์ของนายทุน”
ทีมนี้มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาสูงมาก แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเมื่อเริ่มทุ่มเงินให้การวิจัยแล้ว เงินที่ใช้ย่อมไม่ใช่แค่หลักหลายแสนหรือหลายล้าน
สาเหตุที่พวกเขายอมอดทนอดกลั้นอยู่ที่โมโตโรลาก็เพราะเล็งเห็นเบื้องหลังอันแข็งแกร่งของบริษัท
ในประเทศเพิ่งเริ่มปฏิรูปและเปิดประเทศมาได้สิบกว่าปี เศรษฐกิจตลาดเพิ่งฟื้นตัว สังคมเต็มไปด้วยกระแสแสวงหากำไรอย่างรวดเร็วและความฉาบฉวย
บริษัทส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการลอกเลียนแบบ ผลิตของออกมาแล้วขายถูกกว่าของแท้ครึ่งหนึ่ง แบบนี้จะไม่ทำกำไรได้ยังไง?
ใครจะยอมลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา? พฤติกรรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว
ทีมวิจัยกลุ่มนี้กลัวว่าหลังออกจากโมโตโรลา เงินทุนจะถูกนายทุนถอนก่อนที่งานวิจัยจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะไม่มีทางถอยอีกแล้ว
ไช่จิ้นฟังเงียบ ๆ พอเฉินนีพูดจบ เขาก็ถามว่า “พอจะให้พวกเขามาเมืองเซินสักครั้งได้ไหม? ฉันอยากเจอพวกเขาหน่อย”
เฉินนีตอบว่า “ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันติดต่อเขาเอง”
“อีกเรื่อง ถ้าเริ่มทำธุรกิจกันแล้ว เราจะแบ่งหุ้นกันยังไง?”
ทั้งสองสนิทกันมากก็จริง แต่เรื่องธุรกิจก็ต้องแยกให้ออก จะได้ไม่มีปัญหากันในภายหลัง
ไช่จิ้นคิดเรื่องนี้ไว้ตั้งนานแล้ว
เขาถามว่า “เธอมีเงินอยู่เท่าไร?”
เฉินนีหน้าแดงขึ้นมาทันที
เธอเป็นลูกสาวคนรวยก็จริง แต่เงินอยู่กับพ่อ เธอจึงแทบไม่มีเงินติดตัวเลย
