คนคนนั้นวางท่ากร่างสุดขีด จนคนที่เข้ามาขวางรีบก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าพูดอะไร
ทั้งยังเอ่ยขอโทษซ้ำ ๆ พร้อมรับคำไม่หยุด
ฟู่เทายืนไพล่หลัง เชิดหน้าวางอำนาจ ก่อนจะไม่ลืมกำชับว่า “คราวหน้าจะพูดอะไรก็ระวังปากหน่อย”
พูดจบก็พาชายวัยกลางคนขึ้นบันไดไป
บนชั้นสอง ไช่จิ้นกับเสิ่นเจี้ยนคุยกันอย่างถูกคอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโทรศัพท์มือถือ
พอเห็นฟู่เทาขึ้นมา เสิ่นเจี้ยนก็หัวเราะเสียงดัง พลางลุกขึ้นยืน “ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้วนะ”
ฟู่เทาเองก็ดูองอาจ เขากอดอีกฝ่ายทีหนึ่ง “พี่เจี้ยน! ในที่สุดก็รอจนพี่ออกมาทำธุรกิจได้สักที”
“ฉันบอกตั้งนานแล้วว่าถ้าพ่อไม่เห็นด้วย ก็ไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นซะ”
“ดูพวกเราสิ สุดท้ายพ่อก็ยอมรับความจริงไม่ใช่เหรอ?”
เสิ่นเจี้ยนยิ้มขื่น “แต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน”
“แล้วคนนี้คือ?”
เสิ่นเจี้ยนหันไปมองชายวัยกลางคน
อีกฝ่ายยิ้มแนะนำตัว “ถังซื่ออวี่ ทำธุรกิจค้ากางเกงยีนส์ครับ”
“คุณเสิ่น ยินดีที่ได้พบครับ”
เสิ่นเจี้ยนจับมือด้วย “เกรงใจแล้วครับ คุณถัง”
แต่ดูเหมือนเขาไม่มีท่าทีจะคุยต่อ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ทางผมยังมีธุระอีกหน่อย พวกคุณรอตรงนี้ก่อนแล้วกัน”
ตอนนั้นเอง ฟู่เทาถึงสังเกตเห็นไช่จิ้นนั่งยิ้มเงียบ ๆ อยู่ตรงโต๊ะน้ำชา
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสิ่นเจี้ยนตบไหล่ห้ามไว้ “ไว้ค่อยคุยกัน”
พูดจบก็เดินไปหาไช่จิ้น
ฟู่เทากับถังซื่ออวี่จึงได้แต่นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ท่าทีที่ไช่จิ้นไม่ลุกขึ้นมาทักทายทำให้ฟู่เทาเริ่มไม่พอใจ
