โยชิดะ โมะครุ่นคิดพลางยกเหล้าสาเกตรงหน้าขึ้นจิบอีกครั้ง
เขานึกถึงเงื่อนไขชดใช้ค่าเสียหายบนโต๊ะเจรจาเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนั้นเขายังด่าคนหัวกั๋วในใจว่าใจดำ มาตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่า คนใจดำไม่ใช่ชาวหัวกั๋ว แต่เป็นความจริงต่างหาก
แต่ต่อให้ความจริงโหดร้ายแค่ไหน ก็ไม่อาจกระทบถึงเขาได้
ทองคำเป็นของธนาคารกลาง แร่เป็นของรัฐ โรงงานเป็นของบริษัท แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโยชิดะ โมะอย่างเขา? ทองคำแท่งหลายสิบแท่งในห้องใต้ดินบ้านเขา อย่างไรก็ไม่มีทางหายไปแม้แต่แท่งเดียว
“งั้นก็ทำตามนี้แล้วกัน” โยชิดะ โมะวางแก้วเหล้าลง น้ำเสียงเหนื่อยล้า ก่อนแสร้งทำเป็นเจ็บปวดสุดขีดแล้วกล่าวว่า “ประกาศให้ทั่วประเทศทราบว่า เราจะรับบริจาคเครื่องประดับทองคำและเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปชำระค่าปฏิกรรมสงคราม”
ทุกคนพากันพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ใช่แล้ว ให้ประชาชนบริจาคไปสิ เงินที่บริจาคก็เป็นเงินของประชาชน ไม่ใช่ของพวกเขาเสียหน่อย
บรรยากาศในห้องประชุมพลันคึกคักขึ้น บ้างเริ่มคุยกันว่าจะจัดเก็บอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด บ้างคำนวณว่าจะแอบหักทองคำที่รับบริจาคไว้ได้เท่าไร ส่วนบางคนก็คิดไปถึงแล้วว่า พอเรื่องซาลงจะไปร้านอาหารร้านไหน ดื่มให้เต็มที่สักมื้อ
นอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเหนือโตเกียวหม่นครึ้ม
แต่ในห้องประชุมแห่งนี้ เครื่องทำความร้อนทำงานเต็มที่ กลิ่นชาและเหล้าหอมอบอวล
ราวกับถูกคั่นไว้คนละโลกกับประชาชนที่ต่อแถวรับปันส่วนบนถนนและถูกซ้อมอยู่หน้าแหล่งค้าตลาดมืด
······
ตลอดเดือนถัดมา ทั่วทั้งญี่ปุ่นเปิดฉาก “การบริจาค” ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา