อูร์กลับไม่ขยับ ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น
เขาไม่ใช่คนโง่
คนโง่ไม่มีทางไต่เต้าจากชนชั้นล่างขึ้นมาได้ด้วยความพยายามของตนเอง ในนครศักดิ์สิทธิ์ที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มงวดเช่นนั้น ทั้งยังเหยียบซากศพของเพื่อนร่วมงานจนมาถึงลำดับ 4
เทพเจ้าผู้ไม่ทราบนามองค์นี้ลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้
เริ่มจากบดขยี้ความภาคภูมิใจของเขา แล้วมอบพลังที่เขาใฝ่ฝันถึงให้ ทั้งยังเป็นพลังที่เหนือเกินกว่าความเข้าใจของเขา
ย่อมต้องมีเรื่องให้เขาทำอย่างแน่นอน
“นายท่าน” อูร์ก้มหน้าจนหน้าผากแตะพื้น น้ำเสียงแหบพร่าและนอบน้อม
“ขอเรียนถามว่าท่านต้องการให้ผมทำสิ่งใด”
หลินไป๋มองอัศวินที่เต็มไปด้วยคราบเลือดตรงหน้า
พูดกับคนรู้ความนี่สบายใจจริง ๆ
“ลุกขึ้นก่อน” หลินไป๋เอ่ยเสียงเรียบ
อูร์ยันพื้นแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น
หลินไป๋พลิกข้อมือ คลื่นระลอกหนึ่งของมิติที่เลือนรางแผ่กระจายไปในอากาศ
สิ่งของสองชิ้นร่วงจากมิติกลลวงลงมาอยู่ในฝ่ามือของเขา
ชิ้นหนึ่งเป็นรูปปั้นเทพเจ้าขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ
ทั้งชิ้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ผิวมีแสงริบหรี่ไหลวนอยู่ชั้นหนึ่ง
ฝีมือการแกะสลักไม่ได้ละเอียดนัก ถึงขั้นเรียกได้ว่าหยาบด้วยซ้ำ
บนใบหน้าไม่มีตา จมูก หรือปากที่ชัดเจน มีเพียงพื้นผิวเรียบที่นูนเว้าขึ้นมา
แต่เรื่องประหลาดก็คือ ขอเพียงเพ่งมองพื้นที่ว่างเปล่านั้นนานเกินหนึ่งวินาที
ในหัวก็จะเผลอวาดเค้าโครงบุคลิกของชายหนุ่มชุดดำตรงหน้าออกมาโดยไม่รู้ตัว
อีกชิ้นหนึ่งคือแผ่นกระดูกสีดำที่โม่ซิวมอบให้เขาก่อนหน้านี้
“รับไป” หลินไป๋โยนมันให้อย่างไม่ใส่ใจ
