สายลมยามค่ำคืนคมกริบราวใบมีด พัดจนแสงไฟตรงทางขึ้นทางด่วนแทบกรีดร้อง
“ในเมื่อเป็น ‘คน’ ก็ต้องตาย ในเมื่อ ‘หนี’ ก็เป็นความผิด...”
ความบ้าคลั่งในดวงตาของหลินไป๋ค่อย ๆ สงบลง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าดุจแอ่งน้ำตาย
เขาไม่อยากเป็นหนูที่คอยหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น ใช้ปลายนิ้วแตะอากาศเบา ๆ
[อำพรางกลิ่นอาย·เริ่มทำงาน]
คราวนี้เขาไม่ได้กดกลิ่นอายของตัวเองให้เหมือนก้อนหินข้างทาง
ตรงกันข้าม
ภาพที่ปรากฏขึ้นในใจของเขาคือหญิงสาวคนนั้น
คนที่ฮัมเพลงพลางหั่นเนื้ออยู่ในครัว แต่ลึกลงไปในวิญญาณกลับมีทะเลเลือดมหาศาลไหลเวียนอยู่—หญิงบ้าคลั่งอย่างซูหวาน
[แม่มดพิบัติ]
หึ่ง—!
อากาศราวกับถูกสูบออกไปในพริบตา
ความอบอุ่นจากร่างกายมนุษย์ การเต้นของหัวใจ และความปรารถนาจะมีชีวิตอันน้อยนิด ถูกหลินไป๋โยนทิ้งลงถังขยะในวินาทีนั้น
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเย็นเยียบและความเย่อหยิ่ง ราวกับคลานขึ้นมาจากก้นบึ้งลึกสุดของหุบเหว
เป็นสายตาที่ผู้มีอำนาจสูงกว่ามองขยะ
อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบ หญ้ารกริมทางดูราวกับพบศัตรูตัวฉกาจ
ทั้งที่ไม่มีลมพัด แต่พวกมันกลับเอนลู่ไปทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
“แบบนี้สิถึงจะถูก”
หลินไป๋กระตุกมุมปาก แต่ไม่ได้ยิ้ม ใบหน้าแผ่ความเย็นชาอันชวนให้คนแปลกหน้าถอยห่าง
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตดัง “กึก กึก กึก” ก้องไปทั่วลานอันว่างเปล่า
ไม่ใช่การหลบหนีอีกต่อไป
แต่เป็นราชาผู้ตรวจตราอาณาเขตของตน
ห่างจากป้อมด่านเก็บเงิน 50 เมตร
ด่านแรก เจ้าหน้าที่สวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสงยืนแข็งทื่ออยู่หน้าที่กั้นรถ ราวกับท่อนไม้
