เสิ่นชูหวันกลับมายังตำหนักข้าง ในใจยังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง มื้อกลางวันจึงกินไม่ลง พอนอนลงบนตั่งก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ครั้นนางสะลึมสะลือตื่นขึ้น ก็เหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ข้างตั่ง มือถือหนังสืออ่านอยู่
รูปร่างของเขา เสิ่นชูหวันคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าจะจำผิด
“ท่านมาได้อย่างไร”
เสิ่นชูหวันเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เปลือกตาหรี่ปรือ พลางถูไถแก้มกับผ้าห่ม นางปล่อยผมสยาย มิได้แตะแป้งแต่งหน้า ใบหน้าน้อยจึงขาวผ่องเนียนนุ่ม ประหนึ่งหิมะต้องน้ำค้าง ยามต้องแสงวสันต์อันสดใสก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ขึ้นหลายส่วน
เยี่ยนเฉิงหลันได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ก็วางมือที่ถือหนังสือลง ลูบแก้มนางเบา ๆ “หลายวันแล้วที่เจ้าไม่ได้มาปรนนิบัติหน้าพระพักตร์ ข้าจะไม่มาเยี่ยมเจ้าสักหน่อยได้หรือ”
เสิ่นชูหวันครางงึมงำพลางขยี้ตา สายตาค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น ครั้นเห็นหนังสือในมือเยี่ยนเฉิงหลัน ความง่วงงุนก็พลันมลายหายไปทันที
“ท่านมาเปิดดูของของชูหวันตามใจชอบได้อย่างไร”
เสิ่นชูหวันรีบฉวยหนังสือกลับมากอดไว้ในอ้อมแขน ดวงตาดอกท้อคู่หนึ่งถลึงมองเขาด้วยความขุ่นเคือง
เยี่ยนเฉิงหลันยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบาง “หากข้าไม่มา ก็คงไม่รู้ว่าปกติชูชูชอบอ่านเรื่องพวกนี้”
“ปกติให้เจ้าอ่านตำรา เจ้าก็ไม่เต็มใจ แต่พออ่านเรื่องพวกนี้กลับลืมกินลืมนอน”
เสิ่นชูหวันรู้ดีว่าตนเป็นฝ่ายผิด หนังสือเหล่านี้เป็นหนิงซวงที่แอบให้ขันทีน้อยผู้รับผิดชอบจัดซื้อของในวังนำมาจากนอกวัง ล้วนเป็นนิยายเล่าเรื่องที่ตระกูลผู้ดีเห็นว่าไร้สาระไม่เหมาะสม และไม่เผยแพร่กันอย่างเปิดเผย
แต่เสิ่นชูหวันชอบอ่านเป็นทุนเดิม ตอนเด็ก ๆ นางกับหนิงซวงก็เคยฟังพวกผู้ใหญ่ในตรอกย่านคนยากจนเล่าเรื่องเหล่านี้ สนุกกว่าตำราสี่เล่มห้าคัมภีร์เสียอีก
