เธอพยายามฝึกใช้พลังจิตตามทฤษฎีที่อ่านเจอในหนังสือ ค่อย ๆ ปล่อยมันออกมาอย่างตั้งใจ
“กำลังทำอะไร?” ฉินเจิงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน โซ่ตรวนกระทบกันดังแกร่ง
สายตาดุดันทำให้เธอตกใจ พลังจิตที่เพิ่งรวบรวมได้อย่างยากเย็นพลันสลายหายไป
“ฉะ...ฉันแค่อยากลองดู ว่าจะทำให้นายรู้สึกดีขึ้นได้ไหม” เธอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แล้วอธิบายเสียงเบา
จากที่เธออ่านในหนังสือ นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ไกด์ใช้ปลอบประโลมเซนทิเนล ไม่ต้องเข้าไปในภูมิทัศน์จิต แม้จะสัมผัสเพียงผิวเผิน แต่ก็ยังพอได้ผลอยู่บ้าง
เธอคิดว่าวิธีนี้คงไม่ไปแตะต้องกำแพงจิตของเซนทิเนล และน่าจะไม่ทำให้ได้รับบาดเจ็บด้วย
เอาเถอะ ทั้งหมดเป็นแค่การคาดเดาที่เธออนุมานต่อยอดเอาเอง
ดูท่าเธอจะล้มเหลวแล้ว
ปฏิกิริยาของฉินเจิงดูจะรุนแรงไม่น้อย
ชั่วขณะนั้น กำแพงจิตของเขากลับคลายตัวอย่างกระตือรือร้น รอให้พลังจิตอันอ่อนแรงสายหนึ่งเข้ามา
แต่เธอไม่ได้เข้าไป
เมื่อไม่ได้รับการปลอบประโลมอย่างที่คาดหวัง ฉินเจิงก็อดกระสับกระส่ายไม่ได้
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าความเจ็บปวดที่คิดว่าจะเกิดขึ้นกลับไม่มา แม้จะสัมผัสเพียงแวบเดียวจนยังรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ไม่ชัด แต่เขามั่นใจว่ามันต้องสบายมากแน่ ๆ
“เธอ...ลองอีกที” ฉินเจิงไม่เคยร้องขอไกด์มาก่อน จึงพูดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
“หือ?” เธอคิดว่าตัวเองฟังผิดไป
แต่ฉินเจิงก้มหน้าลงอีกครั้ง ไม่ยอมพูดอะไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอถึงเข้าใจความหมายของเขา แอบยิ้มออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม แล้วตั้งใจชักนำพลังจิตให้โอบล้อมฉินเจิง
