เธอถอนหายใจเบา ๆ “ขอบใจนะ เสี่ยวหม่าน แต่ฉันไม่อยากพาเธอเดือดร้อนไปด้วย พวกเราก็เป็นแค่คนธรรมดาจากครอบครัวธรรมดา”
เธอไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ความหมายแฝงนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
เธอไม่ได้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งเหมือนอีกฝ่าย
ที่จริงลู่หรานดีกับเธอมาก
โรงเรียนรัฐบาลเริ่มเรียนคาบเช้าตอน 6 โมง 40 นาที เธออยากนอนต่อให้นานขึ้นอีกหน่อย จึงติดนิสัยแทบไม่กินมื้อเช้า ซึ่งเป็นแบบนี้มาตลอดจนถึงตอนนี้
พอลู่หรานรู้เรื่อง เขาก็ให้คนเอาอาหารเช้ามาส่งให้เธอทุกวัน
การเรียนที่หนักหน่วงทำให้บางครั้งเธอรู้สึกอึดอัดใจ เขากลับจับสังเกตได้จากข้อความที่เธอตอบ วันถัดมา ของบางอย่างที่เธอสนใจก็จะถูกส่งมาอยู่ตรงหน้า
เสื้อผ้า เครื่องประดับ ทุกครั้งที่เขากลับมา เขาจะเอาของฝากราคาแพงจนเธอนึกไม่ออกว่ามันราคาเท่าไรมาให้
ชีวิตของเธอยังไม่ถึงทางตัน ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ก็พอแล้ว
นี่คือความคิดแบบปล่อยตัวตามสบายของเธอ
หลินเสี่ยวหม่านแม้จะหงุดหงิดที่เธอไม่เอาไหน แต่ก็พูดอะไรไม่ได้
อีกฝ่ายนั่งลงข้างเธอ แล้วทำตามอย่างเธอ ปล่อยใจให้ล่องลอยและมองออกไปไกล ๆ ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ขอโทษนะ”
เธอมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ถึงขอโทษ
“ตั้งแต่วันที่ฉันเผลอชนลู่หรานในโรงอาหาร ก็มีคนมากมายสนใจฉันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉันไม่คิดเลยว่าโจวอวี่ก็...”
หลินเสี่ยวหม่านขมวดคิ้ว สีหน้าบอกชัดว่าเรื่องนี้ทำให้เธอลำบากใจ
เธอแค่อยากเรียนให้จบอย่างสงบ ถ้าไม่ใช่เพราะได้เรียนฟรี แถมยังมีทุนการศึกษาก้อนโต เธอคงไม่มาเรียนในที่ที่แบ่งชนชั้นกันชัดเจนแบบนี้หรอก
การทำให้คู่รักคนอื่นต้องเลิกกันยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่บ้าง
เธอพูดเสียงเบา “ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก”
แล้วเป็นความผิดของใครล่ะ โจวอวี่ เพื่อนสมัยเด็กของเธอหรือเปล่า?
เธอไม่รู้
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรใช้ความรู้สึกแบบไหนเผชิญหน้ากับเขา ยังดีที่วิทยาลัยกว้างใหญ่มาก แค่ตั้งใจหลบหน้า โอกาสที่จะเจอกันก็มีน้อย
ช่วงแรกหลังจากเลิกกัน เธอรู้สึกขมขื่นและเศร้าใจ แต่ลู่หรานไม่เปิดโอกาสให้เธอจมอยู่กับอารมณ์นั้นนาน ๆ
