เช้าวันจันทร์ตอนตีห้าครึ่ง นาฬิกาปลุกในหอ 246 ดังขึ้นต่อเนื่องกัน เริ่มจากของหมิงซีกับฟางเหยา ตามด้วยของเฉินเจีย และสุดท้ายคือของโจวมู่เหิง
หมิงซีล้างหน้าแปรงฟันเสร็จออกมา เห็นโจวมู่เหิงยังไม่ยอมลุก จึงเรียกเขา “เจ้ารอง ตื่นหรือยัง”
เสียงเนือย ๆ ดังมาจากหลังม่านเตียง “ตื่นแล้ว”
หมิงซีเร่ง “รีบลุกได้แล้ว ใกล้ถึงเวลารวมแถวแล้ว”
โจวมู่เหิงพูดว่า “อืม ลุกแล้ว”
แต่กลับไม่ขยับสักนิด
หมิงซีเดินไปตบเตียงเขา “ลุกได้แล้ว ลุกเร็วเข้า”
เสียงตึงตังดังพอเหมาะ ไม่ถึงกับรบกวนคนอื่น แต่ก็ทำให้โจวมู่เหิงนอนอ้อยอิ่งต่อไม่ได้
เขาลุกพรวดขึ้นนั่งทั้งที่ยังไม่ลืมตา “ลุกแล้ว ลุกแล้ว”
หมิงซีหัวเราะเยาะ “นาฬิกาชีวิตนายหายไปไหนแล้วล่ะ”
โจวมู่เหิงตอบอย่างหมดแรง “อีกชั่วโมงครึ่งถึงจะทำงาน”
ทั้งสามคนในหอต่างอดหัวเราะไม่ได้
นี่มันน่าอึดอัดจริง ๆ ตอนอยากนอนก็นอนไม่หลับ พออยากตื่นกลับตื่นไม่ไหว
แต่ก็ช่วยไม่ได้
“อดทนไว้นะ” หมิงซีปลอบอย่างเข้าอกเข้าใจ “อาทิตย์หน้า นายก็จะได้นอนจนตื่นเองตามธรรมชาติแล้ว”
โจวมู่เหิงยิ่งอยากร้องไห้ “แต่เราเรียนตอนแปดโมง ฉันจะตื่นเช้าขนาดนั้นไปทำไม”
หมิงซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไปกินมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพในโรงอาหาร”
เฉินเจียเสริมจากข้าง ๆ “ไปวิ่งออกกำลังกาย”
ฟางเหยาก็พูดขึ้นอีกคน “ไปจับจองที่นั่งแถวหน้า”
สามเหตุผลนี้ ไม่มีข้อไหนที่โจวมู่เหิงอยากฟังเลย
“พวกนายหยุดพูดกันเถอะ”
.
ห้าโมงห้าสิบ ทั้งสี่คนมาถึงจุดรวมพล คนมาถึงกันเกือบครบแล้ว ครูฝึกยืนไพล่หลังอยู่ตรงนั้น
ทั้งสี่เร่งฝีเท้าอีกสองสามก้าว ก่อนเข้าไปต่อแถว
โจวมู่เหิงกับหมิงซี คนหนึ่งสูงหนึ่งเมตรแปด อีกคนยังอยู่ในกลุ่มสูงหนึ่งเมตรเจ็ด แต่ทั้งคู่สูงต่างกันแค่สองเซนติเมตร จึงยืนเคียงกันได้พอดี
