หลินอันอันหรี่ตาลงเล็กน้อย จิบชาทีละนิด พักใหญ่จึงเอ่ยเตือนว่า “บิดาเซวียหรานเป็นถึงประธานคณะกรรมการปฏิวัติ ตระกูลเซวียแบบนี้ยิ่งต้องถือระเบียบวินัยเป็นที่สุด เธอจะแต่งเข้าตระกูลเซวียก็ต้องระวังตัวให้มาก”
นี้คือความหมายของการปฏิเสธ
พูดตามตรง หากมองในแง่ส่วนตัว หลินอันอันเห็นว่าหลินวั่งซูเป็นหญิงสาวที่ฉลาดมาก ไม่เพียงแต่จัดการเรื่องต่าง ๆ ได้เด็ดขาด ยังมีสายตาที่เฉียบแหลม
ความคิดของเธอนั้นดี แต่ยุคสมัยไม่เอื้อ
การล้อมพื้นที่ร่วมมือกับหมู่บ้านหนึ่ง เพาะเลี้ยงสัตว์ปีก แล้วต่อสายกับสถานีรับซื้อของรัฐ ย่อมทำเงินได้แน่
แถมยังเป็นการหาเงินอย่างถูกกฎหมายแบบเส้นยาแดงผ่าแปดอีกด้วย
หลินวั่งซูชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่อันอันพูดถูกแล้ว หนูก็แค่เล่าให้ฟัง ตอนหนูอยู่หมู่บ้านกวางหมิงก็เคยเห็นความสามารถของผู้ใหญ่บ้าน เขาพาทุกคนทำอาชีพเสริม ไม่เพียงเพิ่มรายได้ให้คนในหมู่บ้าน ยังไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นเลย หนูก็เลยคิดว่าจะลองเอาประสบการณ์ของเขามาปรับใช้ได้ไหม...”
หลินอันอันไม่ค่อยสนใจนัก ต่อให้หลินวั่งซูจะอยากขายบุญคุณดึงเธอเข้าร่วมด้วย เธอก็ไม่อยากรับน้ำใจเช่นนั้น “ความคิดก็ดีอยู่หรอก แต่ความเสี่ยงก็ไม่น้อยเหมือนกัน
อย่างแรก เธอต้องสืบเรื่องกรรมสิทธิ์ของที่ดินรกร้างผืนนั้นให้ชัดเจน ถ้าเป็นของทางการ เธอก็ต้องหาทางขออนุญาตให้ได้ก่อนถึงเอามาใช้ อย่างที่สอง การเลี้ยงสัตว์ปีกต้องใช้ทั้งวิชาและเงินทุน เธอต้องคิดให้รอบคอบ”
“ค่ะ พี่อันอันพูดถูก”
หลินวั่งซูเป็นคนรู้กาลเทศะ เมื่อเห็นหลินอันอันไม่มีทีท่าจะปรึกษาหารือลึกล้ำไปกว่านี้ ก็หยุดเรื่องไว้แค่นั้น
