บัดนี้เขาเป็นบัณฑิตเยาว์เบื้องหน้าปราชญ์แล้ว ไม่เพียงอาการตาพร่ามัวจะหายเป็นปลิดทิ้ง กระทั่งยังได้รับความสามารถในการมองเห็นยามราตรี แม้ภายในห้องจะมืดมิด แต่สายตาของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
บางทีอาจเป็นเพราะถูกกระบี่ของนักพรตหญิงแทงทะลุไปเมื่อครู่ก็เป็นได้ บัดนี้ตัวอักษรสีแดงคล้ำบนกระดาษเก่าแผ่นนี้จึงไม่เหลือกลิ่นอายชั่วร้ายอันพิสดารเหมือนตอนต่อสู้อีกแล้ว
ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดคือ หลินชิงอวิ๋นมองตัวอักษรบนกระดาษ ทั้งที่รู้สึกว่าตนมองเห็นมันชัดเจน และดูเหมือนจะไม่ใช่อักษรที่อ่านไม่ออก แต่ในสมองกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองว่า ‘นี่คือตัวอักษร...’
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาอึดอัดทรมานยิ่งนัก
หลินชิงอวิ๋นไม่ยอมเชื่อว่าตนจะทำอะไรไม่ได้ จึงพยายามรวบรวมสมาธิอย่างเต็มกำลัง จิตสำนึกค่อย ๆ จมดิ่งลงไป
ทันใดนั้น เขาพลันเห็นเลือนรางว่ามีหมอกสีเลือดกำลังปั่นป่วนอยู่เหนืออักษรสีแดงคล้ำบนกระดาษ
เขาเพ่งมองอย่างละเอียด แล้วพบว่ากลางหมอกเหล่านั้นคล้ายมีเค้าโครงของกระดูกท่อนเรียวยาวลอยไหวอยู่ราง ๆ
กระดูกนั้นดูคล้ายกระดูกนิ้วมือมนุษย์ เนื้อสัมผัสอุ่นละมุนดุจหยก ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายพิสดารที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน!
หลินชิงอวิ๋นกะพริบตา แล้วเพ่งมองอีกครั้ง กระดูกนิ้วท่อนนั้นก็หายไปเสียแล้ว ราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
หลินชิงอวิ๋นกำลังจะเพ่งมองให้ชัดอีกครั้ง ทันใดนั้นหมอกสีเลือดที่ปั่นป่วนอยู่เหนืออักษรก็รวมตัวกันเป็นหัวหมาป่าขนาดมหึมา แล้วคำรามใส่เขาอย่างดุดัน!
“โฮก——!”
จิตใจของหลินชิงอวิ๋นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ โยนกระดาษแผ่นนั้นทิ้งแล้วหอบหายใจเฮือกใหญ่
ท่าทางของเขาทำให้บัณฑิตเยาว์หลายคนสะดุ้งตกใจ รีบเดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย “ศิษย์พี่หลิน เกิดอะไรขึ้น?”
หลินชิงอวิ๋นหน้าซีดเผือด “ข้าเหมือนจะ...เห็นหัวหมาป่าอยู่บนกระดาษ มันคำรามใส่ข้าครั้งหนึ่ง...”
กู้หลานถิงสีหน้าแปรเปลี่ยน สะบัดแขนของหลิวหนิงเสวี่ยออก แล้วเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างยากลำบาก ก่อนก้มลงเก็บกระดาษเก่าที่หลินชิงอวิ๋นโยนทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาพินิจ
