“พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ซุนโม่พาฝางเสวยเอ๋อร์เดินเข้ามา
แววตาของฝางเสวยเอ๋อร์ฉายความระมัดระวัง
“ไม่เป็นไร”
เฉินสวินส่ายหน้าเบา ๆ
ส่วนซุนโม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พลันชะงักงันไปชั่วขณะเมื่อเห็นเฉินสวินในยามนี้ แม้อาภรณ์จะยุ่งเหยิงอยู่บ้าง แต่กลับดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย?
เป็นไปได้อย่างไร?
ซุนเฉิงปล่อยเขาไปง่ายดายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร!
“หรือศิษย์พี่เฉินจะคุกเข่าขอขมาจริง ๆ?”
ซุนโม่กล่าวพลางทำสีหน้าเสียดาย “แต่ก็สมเป็นบุรุษผู้ยืดได้หดได้ ศิษย์พี่เฉินอย่าได้เก็บมาใส่ใจนักเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝางเสวยเอ๋อร์กลับขมวดคิ้วมองเฉินสวิน
“ซุนเฉิงรับมือไม่ง่าย พวกเจ้า...”
“รับมือไม่ง่ายตรงไหนกัน” ไป๋จู๋ชิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยด้วยสีหน้าสบาย ๆ พร้อมรอยยิ้ม “ศิษย์น้องเฉินอัดเขาจนยับเยิน สุดท้ายยังซัดจนเขาคุกเข่าลงกับพื้นอีกด้วย”
“ซุนเฉิงเล่นไม่ซื่อ พาคนที่ติดตามมารุมเข้ามาพร้อมกัน แต่ศิษย์น้องเฉินก็จัดการพวกนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว”
กล่าวจบ ไป๋จู๋ชิงก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับคนที่จัดการพวกนั้นเป็นนางเอง
แววตาของฝางเสวยเอ๋อร์เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เฉินสวินพยักหน้าเช่นกัน
สิ่งที่ไป๋จู๋ชิงกล่าวไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย
ฝางเสวยเอ๋อร์หันไปมองศิษย์สำนักฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ
“เป็นเรื่องจริง ศิษย์พี่เฉินราวกับเทพสวรรค์จุติลงมา พวกนั้นมีแปดเก้าคน ผู้ที่อ่อนแอที่สุดยังอยู่ในขั้นเปลี่ยนเลือดพลังครั้งที่ 2 แถมครึ่งหนึ่งยังเป็นศิษย์ขั้นเปลี่ยนเลือดพลังครั้งที่ 3 แต่ก็ยังสู้ศิษย์พี่เฉินเพียงคนเดียวไม่ได้!”
