เจ้าสำนักสูดลมหายใจลึก ข่มความตกตะลึงสงสัยในใจไว้ แล้วประสานมือกล่าวว่า
“สหายเต๋าท่านนี้ ไม่ทราบว่าศิษย์ชั่วของข้าไปล่วงเกินท่านอย่างไร ถึงกับต้องรบกวนให้ท่านมาส่งเขากลับด้วยตนเอง?”
เขาพูดจาสุภาพ ทว่าในดวงตากลับซ่อนความหวาดระแวงอยู่หลายส่วน
หลินหยวนมองเขา สายตาสงบนิ่งดุจผืนน้ำ
“คนทั้งสองบุกรุกถ้ำพำนักของข้าโดยพลการ โทษถึงตายแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเจือความเย็นชาแผ่วจาง
“ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกปราณตัวเล็ก ๆ สองคน กล้าถือเข็มทิศมาหาถึงหน้าประตู หมายจะยึดถ้ำพำนักของข้าเป็นของตน
ข้าสังหารไปคนหนึ่ง เหลือไว้อีกคน วันนี้จึงมาส่งให้ด้วยตนเอง เพื่อถามเจ้าสำนักสักคำ—”
เขาหยุดเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบเฉย
“นี่คือกฎของสำนักชิงหลานเจ้าหรือ?”
สีหน้าเจ้าสำนักแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
บนบันไดหิน ชายหนุ่มชุดขาวยืนเอามือไพล่หลัง ด้านหลังยังมีศิษย์คนที่สองของเขาลอยตามมา ซึ่งบัดนี้กลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว
ดวงตาคู่นั้นมีเพียงความเย็นชาอันสูงส่ง มองผู้คนราวกับอยู่เหนือกว่า
มือของเจ้าสำนักที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาฝืนเอ่ยว่า “สหายเต๋า เรื่องนี้อาจมีความเข้าใจผิดบางอย่าง—”
“เข้าใจผิด?”
หลินหยวนหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเข้าใจผิดอย่างไร”
คำพูดยังไม่ทันขาด เขาก็ก้าวออกไปแล้ว
รูม่านตาของเจ้าสำนักหดวูบ รู้สึกเพียงเงาสีขาววาบผ่านตรงหน้า ฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งก็ประทับลงบนกระหม่อมของเขาแล้ว
“บังอาจ!”
“ปล่อยเจ้าสำนัก!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธหลายเสียงดังขึ้นพร้อมกันจากด้านในสำนัก
