“ฮ่า ๆ เจ้าช่างเป็นบิดาที่ดีจริง ๆ”
อวิ้นจู๋หัวเราะเสียงดัง ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
เดิมทีเมื่อมีกองกำลังมากมายปรากฏตัวขึ้น คนเหล่านี้ต่างกัดกันเองพอดี ย่อมช่วยให้เซี่ยอวี่มีเวลาเพิ่มขึ้นมิใช่หรือ?
ไม่คิดเลยว่าความหวังทั้งหมดนี้กลับถูกเซี่ยอวิ๋นเซียวทำลายลง!
“เซี่ยอวิ๋นเซียว เจ้าเป็นบิดาแท้ ๆ กลับโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” หงชีอดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมา
“ลูกทรพีผู้นี้ไม่ยอมรับข้าเป็นบิดา แล้วข้าจะต้องสนใจความเป็นความตายของมันไปไย?”
เซี่ยอวิ๋นเซียวแค่นเสียงเย็นชา ก่อนหันกลับมากล่าวว่า “ทุกท่าน พวกเราลงมือพร้อมกัน ค่ายกลชั้นต่ำนี้พริบตาเดียวก็ทำลายได้ ถึงเวลานั้นจับตัวลูกทรพีนั่น แล้วร่วมกันสอบสวน เคล็ดวิชาที่ได้มาแบ่งกันคนละส่วน มิใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ?”
“ดี! สมกับเป็นประมุขตระกูลเซี่ย ช่างกล้าหาญนัก!”
“ควรเป็นเช่นนั้น!”
คนที่เร่งรุดมาที่นี่ล้วนหมายตาเคล็ดวิชาทั้งสิ้น แม้แต่ตระกูลสวี่ การแก้แค้นก็เป็นเรื่องรอง เป้าหมายหลักยังคงเป็นการได้เคล็ดวิชามาครอบครอง
เมื่อเซี่ยอวิ๋นเซียวรับปากว่าจะแบ่งให้ทุกคนคนละส่วน ก็ไม่มีปัญหาใดที่แก้ไขไม่ได้อีก
ผู้อาวุโสลำดับเจ็ดแห่งตระกูลสวี่ตบถุงเก็บของตรงเอว พลันมีแสงดำสายหนึ่งพุ่งออกมา ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นไม้บรรทัดเหล็กสีดำสนิท ลอยวนอยู่เบื้องหน้าเขาราวกับเข็มทิศ
“นั่นคือศาสตราวิญญาณ!” มีคนร้องอุทาน
ผู้อาวุโสลำดับเจ็ดยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “นี่คือไม้บรรทัดทองทมิฬ ศาสตราวิญญาณระดับล่าง พวกเจ้าไม่ต้องลงมือ ดูข้าทำลายค่ายกลก็พอ!”
กล่าวจบ เขาก็ประสานเคล็ดมือ สีหน้าเคร่งขรึม ยกมือชี้ออกไปพร้อมตวาดว่า “บัดนี้ยังไม่ขยาย แล้วจะรอให้ถึงเมื่อใด?”
หึ่ง~
ไม้บรรทัดเหล็กอันสั้นพลันขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา กลายเป็นไม้บรรทัดยักษ์สีดำยาวสามจั้ง พาดขวางอยู่เหนือค่ายกลตงชีเจียน
จากนั้นเขาก็หรี่ตาลง พลันชี้ไปยังค่ายกลพร้อมเปล่งสัจอักษรออกมาคำหนึ่ง “ทำลาย!”
เห็นไม้บรรทัดเหล็กยาวสามจั้งแหวกสายลม ฟาดลงไปอย่างแรง
