พี่สะใภ้ต้าเหลยรับถ้วยชามา มือสั่นเทา
เธอหันไปมองสวีเซิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
สวีเซิ่งยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ไม่พูดอะไรสักคำ
ไม่ถึงสิบนาที ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตูโถงใหญ่
ชายวัยห้าสิบกว่าในชุดสูทสีเทาเข้มเดินเร็ว ๆ เข้ามา ผมหวีเรียบร้อย สวมแว่นกรอบทอง และมีป้ายคล้องคอสีแดงของคณะกรรมการจัดงานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกกว่างโจวห้อยอยู่ตรงอก
“สหายสวีเซิ่งใช่ไหมครับ?” ชายคนนั้นกวาดตามองไปรอบ ๆ หลังเข้ามาในห้อง
สวีเซิ่งลุกขึ้นตอบ “ใช่ครับ ผมเอง”
“โธ่ ในที่สุดก็รอคุณจนได้!”
ชายคนนั้นรีบเดินมาหาสวีเซิ่ง ก่อนจับมือเขาเขย่าอย่างแรง “ผมชื่อจางหมิงเซวียน เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการจัดงานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกกว่างโจว”
“ผู้อาวุโสกู้เจิ้นหัวเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ไปเรียนต่อสหภาพโซเวียตด้วยกันตั้งแต่ยุคห้าสิบ สัปดาห์ก่อนเขาโทรมาบอกว่าคุณจะมากว่างโจว กำชับให้ผมดูแลคุณให้ดี”
สวีเซิ่งอดทอดถอนใจไม่ได้ พ่อตาคนนี้จัดการทุกอย่างได้รอบคอบจริง ๆ
“คุณลุงจาง ลำบากคุณแล้วครับ”
สวีเซิ่งวางท่าถ่อมตัว “ผมเพิ่งมาถึง ตั้งใจว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปเยี่ยมคุณ”
“คุณตั้งใจจะมาเยี่ยมผมก็จริง แต่ถ้าผมรู้ว่าคุณมาถึงแล้ว จะปล่อยให้คุณโดนพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ทำให้ไม่พอใจแบบนี้ได้ยังไง?”
จางหมิงเซวียนหันไปมองพนักงานหน้าเคาน์เตอร์สองคน แววตาเย็นชาลงทันที
