สวีเซิ่งเงียบงันไปชั่วขณะ
เมื่อได้ฟังเรื่องเหล่านี้ เขากลับเผลอนึกถึงตัวเองขึ้นมา ในใจเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด
คุณครูจางเสริมขึ้นมาว่า
“เด็กคนนี้เป็นต้นกล้าที่ดี ตอนอยู่ชั้นประถมปีหนึ่ง เขาจำตัวหนังสือได้เร็วกว่าใครเลย”
“แต่ตั้งแต่เดือนที่แล้วก็ไม่มาเรียนอีกเลย”
“ทำไมถึงไม่มาเรียนล่ะ?”
“บอกว่างานที่บ้านทำไม่เสร็จสักที” คุณครูจางถอนหายใจ “ผมไปบ้านเขามาสองครั้ง พ่อเขาด่าผมจนต้องกลับมา”
ตอนปีนขึ้นไปถึงสันเขา เสื้อเชิ้ตของสวีเซิ่งก็เปียกชุ่มไปหมดแล้ว
รองเท้าหนังของครูใหญ่โจวเปรอะโคลนไปทั่ว ครูใหญ่สูงวัยเห็นแล้วก็เจ็บปวดใจจนเบ้หน้า
“ครูใหญ่ กลับไปแล้วผมซื้อคู่ใหม่ให้”
“ไม่ต้อง ๆ” ครูใหญ่โจวโบกมือ “คู่นี้ฉันใส่มาทั้งชีวิตแล้ว”
……
บ้านของหลี่สือโถวอยู่ตรงตีนเนินเขา
ที่นั่นเรียกว่าลานบ้านก็จริง แต่เอาเข้าจริงเป็นเพียงที่ดินผืนหนึ่งซึ่งล้อมไว้ด้วยไม้ผุ ๆ ไม่กี่ท่อน
ประตูรั้วใช้ไม้ผุสองท่อนตอกพอเป็นพิธี สวีเซิ่งยื่นมือไปผลักดังโครมเดียวก็ล้มลง
ในลานบ้านมีเด็กตัวเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งยอง ๆ ผ่าฟืนอยู่
มีดผ่าฟืนเล่มนั้นสูงกว่าตัวเขาเสียอีก เขานั่งยอง ๆ กำด้ามมีดด้วยมือเล็กทั้งสองข้าง แล้วออกแรงฟาดลงไป
ฟืนไม่แตก แถมมีดยังเกือบฟาดโดนเท้าตัวเอง
ชั่วขณะนั้น สวีเซิ่งแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ภาพนี้เหมือนกับตอนเขาอายุหกขวบในชาติที่แล้วไม่มีผิด
ปีนั้นหวังชุ่ยเหลียนสั่งให้เขาผ่าฟืน ถ้าผ่าไม่แตกก็ห้ามกินข้าว
