ยังไม่นับพวกแม่กุญแจทองเหลือง ถ่านไฟฉายอะไรพวกนั้นอีก
เขาลากรถเข็นที่บรรทุกของพวกนี้มาจนเต็ม กลับมายังสถานีรับซื้อของเก่าในอำเภออีกครั้ง
ชายชราที่เฝ้าประตูถึงกับตาค้าง
“พ่อหนุ่ม นายไปเอาของมาจากไหนกัน ทำไมถึงได้เอามาขายเยอะขนาดนี้อีกแล้ว?”
ชายชราประคองแว่นสายตายาว เดินวนรอบกระสอบใหญ่สองใบที่บรรจุหลอดยาสีฟันเปล่าอยู่หลายรอบ สีหน้าไม่อยากเชื่อสายตา
สวีเซิ่งเหนื่อยจนเหงื่อท่วมศีรษะ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับปิดไม่มิด
เขาใช้ผ้าขนหนูที่คล้องคอเช็ดเหงื่อไปพลาง พูดยิ้ม ๆ ไปพลาง “เถ้าแก่ ผมบอกแล้วไงว่าเป็นความลับทางการค้า ไม่ต้องถามหรอกครับ รีบชั่งแล้วคิดเงินให้ผมเถอะ ผมยังต้องรีบกลับบ้านไปทำกับข้าวให้เมียอีก!”
ชายชราส่ายหน้าอย่างจนใจ ไม่ถามต่ออีก เรียกลูกจ้างให้เริ่มชั่งของ
เสียงลูกคิดดังกรุ๊งกริ๊งอยู่ครู่หนึ่ง
ชายชราบอกตัวเลขออกมา “รวมแล้วหนึ่งร้อยแปดชั่ง! คิดชิ้นละห้าเฟิน...ประมาณสองพันหนึ่งร้อยหกสิบชิ้น รวมเป็น...”
มือของชายชราขยับลูกคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงในที่สุด
“หนึ่งร้อยแปดหยวน!”
พอได้ยินตัวเลขนี้ ลูกจ้างหลายคนที่กำลังทำงานอยู่ในสถานรับซื้อของเก่าก็หยุดมือพร้อมกัน ต่างเบิกตากว้างมองสวีเซิ่ง สายตาแทบไม่ต่างจากมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
สมัยนี้เงินเดือนคนงานประจำเดือนหนึ่งก็แค่สามสี่สิบหยวนเท่านั้น!
ไอ้หนุ่มนี่เก็บของเก่าขายวันเดียว ได้เงินเท่ากับเงินเดือนสามเดือนของคนอื่นเลยหรือ?!
แม้แต่ชายชราผู้ผ่านโลกมามาก ตอนนี้มือที่กำลังนับเงินก็ยังสั่นน้อย ๆ
เขาล้วงเงินย่อยกองใหญ่จากกระเป๋าสะพาย แล้วนับส่งให้สวีเซิ่งทีละใบ
มีทั้งแบงก์ต้าถวนจวนสิบหยวน แบงก์ห้าหยวน สองหยวน หนึ่งหยวน รวมถึงธนบัตรใบย่อยกับเหรียญอีกไม่น้อย
สวีเซิ่งรับเงินมา นับตรวจหนึ่งรอบแล้วเก็บใส่กระเป๋า
“ขอบคุณครับเถ้าแก่! คราวหน้าถ้ามีของดี ผมจะเอามาขายอีกนะครับ!”
