อีกฟากหนึ่งของเมืองในเวลานี้
แสงไฟในอาคารฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนส่องสว่างตลอดทั้งคืน แสงสีขาวซีดทอดไปตามระเบียงยาว
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นจนชวนให้หายใจไม่ออก
จงซวี่นั่งอยู่บนม้านั่งหน้าห้องผ่าตัด แผ่นหลังเหยียดตรง ไม่ได้หลับตลอดทั้งคืน
ติ๊ด ๆ ๆ—
โทรออกไปนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครรับสาย
ไฟสีแดงหน้าห้องผ่าตัดที่อยู่ข้าง ๆ สว่างอยู่นานถึง 8 ชั่วโมงเต็ม
แสงสีแดงบาดตานั้นราวกับก้อนหินยักษ์ที่ทับลงกลางใจเขาอย่างหนักหน่วง
จนกระทั่งฟ้าสาง ประตูห้องผ่าตัดบานใหญ่จึงถูกผลักออกในที่สุด
แพทย์เดินออกมา พลางถอดหน้ากากอนามัย «คนไข้พ้นขีดอันตรายชั่วคราวแล้วครับ ตอนนี้ย้ายไปห้องผู้ป่วยวิกฤต แต่อาการ...ยังไม่น่าไว้วางใจ»
ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
แต่ก็ไม่ได้ดีนัก
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของจงซวี่คลายลงเล็กน้อย
เขาเดินตามพยาบาลไปจนถึงด้านนอกหน้าต่างกระจกของห้องผู้ป่วยวิกฤต
ภายในห้องพักฟื้น ชายชรานอนอยู่บนเตียง ร่างกายเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง เครื่องตรวจวัดส่งเสียงติ๊ด ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
จงซวี่เปลี่ยนเป็นชุดปลอดเชื้อตามเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ก่อนจะเข้าไปในห้องผู้ป่วยวิกฤต
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง สัญญาณบนเครื่องตรวจวัดก็ค่อย ๆ ทรงตัว ชายชราลืมตาขุ่นมัวขึ้นอย่างเชื่องช้า
«คุณปู่»
จงซวี่ก้าวเข้าไปหา
คุณปู่จงฝืนกลอกตา มือผอมแห้งขยับยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายอยากสัมผัสหลานชาย
เมื่อตอนหนุ่มต้องสูญเสียบิดา พอเข้าวัยกลางคนก็เสียภรรยา ครั้นชราก็ยังต้องเสียลูกชาย คุณปู่รู้ดีว่าร่างกายของตนคงประคองต่อไปได้อีกไม่นาน
