ตอนกลางคืน เจียงฉือออกมาจากโรงพยาบาล
ลมกลางคืนค่อนข้างเย็น เขากระชับเสื้อนักเรียนแล้วเดินไปตามถนนใต้แสงไฟสลัว มุ่งหน้ากลับห้องเช่า
เงาของเขาทอดยาวออกไปใต้แสงไฟถนน ก่อนจะหดสั้นลง แล้วก็ยาวออกไปอีก วนเวียนซ้ำไปมา
บ้านหลังเดิมถูกนำไปจำนองแล้ว
หลังพ่อแม่บุญธรรมเสียชีวิต บ้านเก่าหลังนั้นก็ถูกขายเอาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ส่วนเงินที่เหลือก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว
ห้องเช่าที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นของยายหวังซึ่งเปิดร้านขายของชำอยู่ชั้นล่าง ยายเห็นใจเขาเลยให้เช่าในราคาเดือนละ 500 หยวน
ในย่านนี้ เงิน 500 หยวนเช่าห้องเดี่ยวที่พออยู่ได้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ตอนนั้นยายหวังบอกว่า “หลานสาวยายก็เรียนมัธยมปลายปีสามเหมือนกัน เห็นเด็ก ๆ อย่างพวกเธอแล้วก็อดสงสารไม่ได้”
เจียงฉือไม่ได้พูดอะไร แค่ก้มหน้าขอบคุณ
นับว่าโชคดีอยู่เหมือนกัน
อย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นเห็นใจได้
เขาเดินมาถึงใต้ตึกห้องเช่าแล้วล้วงกุญแจออกมา
ไฟตรงบันไดเป็นแบบเปิดด้วยเสียง เขากระทืบเท้าสองสามที ไฟก็ติด แสงสีเหลืองสลัวส่องให้เห็นผนังด่างพร้อยกับราวจับขึ้นสนิม
ผนังเต็มไปด้วยใบปลิวโฆษณา ทั้งรับสะเดาะกุญแจ ล้างท่อระบายน้ำ รักษาโรคประหลาดสารพัด ไปจนถึงคำโฆษณาเรื่องค่ำคืนแสนสุขมีค่าเหนือเงินพันตำลึง แปะทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
เขาขึ้นไปชั้นสาม เดินไปยังห้องด้านในสุด เสียบกุญแจเข้าไปในรูแล้วบิด
ประตูเปิดออก
มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตู
เจียงฉือตกใจจนเกือบทำกุญแจหลุดมือ
“หลินซิงหยวน? มายืนทำอะไรตรงนี้?”
เด็กสาวยืนอยู่กลางโถงทางเข้า ผมเปียกชุ่ม หยดน้ำไหลจากปลายผมลงบนชุดอยู่บ้านสีเทาอ่อน ทิ้งรอยวงกลมสีเข้มไว้หลายจุด
ในมือเธอกำผ้าขนหนูผืนหนึ่งไว้
เด็กสาวตรงหน้ามีสีหน้าเรียบเฉย ดูเย็นชาอยู่บ้าง เธอคือเพื่อนสมัยเด็กของเขา และเป็นตัวเอกของเกมนี้
เธอสวยมาก เครื่องหน้าประณีตแต่ไร้ความอบอุ่น ผิวขาว คิ้วตาเย็นชา ดวงตาเรียวยาว หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย
ริมฝีปากบาง สีค่อนข้างจาง เวลาที่ไม่พูดก็มักเม้มเป็นเส้นตรง
ครอบครัวของเธอเรียกได้ว่าตรงตามสูตรตัวเอกเอามาก ๆ พ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่น ไม่ค่อยสนใจเธอ แค่ส่งเงินให้ทุกเดือนเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่พ่อแม่อย่างที่ควรเลย
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รสนิยมทางเพศของเธออาจจะไม่ค่อยปกติก็ได้
แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุจากตัวเขาเองด้วย พ่อแม่บุญธรรมเสียชีวิต น้องสาวต้องได้รับการดูแล แถมยังต้องหาเงินก้อนใหญ่ แล้วยังต้องทำงานอีก เขาแทบไม่มีเวลาไปดูแลเพื่อนสมัยเด็กคนนี้
เพราะอย่างนั้น เกมนี้ถึงเน้นช่วยเยียวยาตัวเอกสินะ อย่างไรเสียเพื่อนสมัยเด็กของเขาก็ดูเหมือนไม่รู้เรื่องพื้นฐานหลายอย่างเลย
เพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสมัยเด็ก แถมยังอยู่ใกล้กัน คู่สามีภรรยาใจดีคู่นั้นจึงมักชวนเธอมาทานข้าวที่บ้าน เรียกได้ว่าเลี้ยงดูเหมือนลูกสาวอีกคน
ต่อมาพ่อแม่บุญธรรมของเขาเสียชีวิต เธอก็เลยย้ายมาอยู่กับเขาด้วย
หลินซิงหยวนเอียงคอเล็กน้อย “เจียงฉือ นายกลับมาแล้ว”
น้ำเสียงเย็นเรียบ ไม่มีอารมณ์ขึ้นลง
ถ้าเขาไม่ได้เล่นเกมมาก่อนและรู้ว่าอารมณ์ของเธอไม่ได้ผิดปกติอะไร แค่เป็นคนเย็นชามาแต่เกิด ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ เขาคงอยากพาเธอไปโรงพยาบาลตรวจดูสักหน่อยจริง ๆ
เจียงฉือถอดรองเท้า หยิบรองเท้าแตะของตัวเองมาสวม แล้วบอกเธอว่า “สระผมเสร็จแล้วก็ต้องเป่าให้แห้ง อย่าเดินไปเดินมา เดี๋ยวน้ำหยดเลอะเทอะหมด”
หลินซิงหยวนพยักหน้า
ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอฟังเข้าหูจริงหรือเปล่า
จากนั้นเธอก็เดินไปทางห้องน้ำ พอออกมา ในมือก็มีไดร์เป่าผมอยู่แล้ว สายสีดำพันกันสองรอบ เธอกอดมันไว้ราวกับเป็นของสำคัญมาก
เจียงฉือเห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้นก็ถอนหายใจ “อย่ายืนอยู่ตรงนั้นสิ รีบมานี่ เดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมา ฉันไม่มีเวลามาดูแลเธอมากนักหรอก”
พอพูดจบ เขาก็ชะงักไปเอง
ทำไมฉันถึงพูดออกมาได้เป็นธรรมชาติขนาดนี้?
คงไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่องควบคุมฉันหรอก
แค่ความเคยชินของร่างกายเท่านั้น
ช่างมันเถอะ ยังไงตอนนี้ฉันก็คือตัวฉันเอง ถ้าทำตัวเองตายก็สมควรแล้ว จะไปโทษใครไม่ได้
หลินซิงหยวนค่อย ๆ เดินเข้ามา
ฝีเท้าของเธอเบามาก ราวกับเท้าไม่แตะพื้น
เธอเดินมาหยุดตรงหน้าเขาทีละก้าว แต่ระยะห่างกลับใกล้เกินไปหน่อย
ใกล้จนเขาได้กลิ่นแชมพูจาง ๆ จากตัวเธอ
ส่วนสูงของเธอพอดีกับระดับคอเขา ลมหายใจแผ่วเบาพ่นรดไหปลาร้า ทำให้รู้สึกจั๊กจี้นิด ๆ
เจียงฉือแข็งทื่อไปทั้งตัว
ใกล้เกินไปแล้ว
หลินซิงหยวนเงยหน้ามองเขา หรี่ตาลงเล็กน้อย
ดวงตาคู่นั้นแทบไม่มีอารมณ์ใด ๆ แต่พอหรี่ลงนิดหนึ่งกลับดูเหมือนกำลังขอจูบ
ยัยนี่ไม่มีขอบเขตเลยหรือไง?
ตอนเล่นเกมเขาไม่เห็นสังเกตเลยนะ
เอ๊ะ เหมือนถ้าเธอมีขอบเขต เขาก็คงไม่ซื้อเกมนี้มาเล่นสินะ?
ใครจะเล่นเกมสาว ๆ ถ้าไม่มีฉากขายเรือนร่างกันล่ะ?
ไม่สิ นั่นไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ
อย่ามองฉันแบบนั้นสิ ฉันลนไปหมดแล้ว
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือแค่ความกว้างหนึ่งนิ้วโป้ง
เจียงฉือยื่นมือไปกดหน้าผากเธอ แล้วดันออกเบา ๆ
“อย่าเข้ามาใกล้ฉันขนาดนั้น”
หลินซิงหยวนถูกดันจนถอยไปสองก้าว เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะพูดอย่างสงบว่า “เจียงฉือ นายไม่ชอบเหรอ?”
เจียงฉือ “……”
ทำไมเธอถึงพูดอะไรแบบนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยได้ขนาดนี้?
ทำเอาเขาดูเหมือนพวกโรคจิตไปเลย
เขาสูดหายใจลึก “หันหลังไป ฉันจะเป่าผมให้”
หลินซิงหยวนจึงหันหลังอย่างว่าง่าย ยืนหันหลังให้เขา ผมเปียกชุ่มทิ้งตัวลงบนแผ่นหลัง ปลายผมยังมีหยดน้ำไหลลงมา
ต้นคอของเธอขาวมาก เรียวบาง และดูเป็นประกายเล็กน้อยเพราะไอน้ำ
เจียงฉือถือไดร์เป่าผม สอดมือเข้าไปในเส้นผมของเธอ
เส้นผมทั้งเล็กและนุ่ม ตอนเปียกจะเย็นนิด ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอุ่นจากหนังศีรษะ
เขาเปิดไดร์ ลมร้อนไหลผ่านซอกนิ้ว ค่อย ๆ พัดไอน้ำออกไปทีละน้อย
“เป็นไงบ้าง ร้อนหนังศีรษะไหม?”
หลินซิงหยวนส่งเสียงครางเบา ๆ
เป็นเสียงที่ฟังดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด คล้ายเสียงที่แมวครางออกมาจากลำคอตอนถูกลูบขน
เธอแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ร่างกายผ่อนคลายลง ไหล่หย่อนกว่าตอนแรก
เจียงฉือมองท่าทางของเธอแล้วถอนหายใจในใจ
เอาเถอะ
ดูท่าจะสบายจริง ๆ
ไดร์เป่าผมส่งเสียงหึ่ง ๆ เขาค่อย ๆ เป่าผมของเธอจนแห้ง
ผมเธอดีจริง ๆ สัมผัสแล้วสบายมือ ลื่นนุ่มราวกับผ้าไหมราคาแพง
กลิ่นแชมพูของเธอค่อย ๆ กระจายออกมา จาง ๆ ไม่ฉุน ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ห้องเช่านี้เล็กมาก มีหนึ่งห้องนอนกับหนึ่งห้องนั่งเล่น หลินซิงหยวนนอนในห้องนอน ส่วนเขานอนบนโซฟา
ทั้งคู่เบียดกันอยู่ด้วยกันมาหนึ่งหรือสองเดือนแล้ว ของหลายอย่างก็ใช้ร่วมกัน
ความสัมพันธ์แบบที่ยังไม่มีคำจำกัดความ ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่คนรัก แต่ก็สนิทสนมยิ่งกว่าเพื่อนทั่วไปมาก
การเป็นเพื่อนสมัยเด็กช่วยให้ความสัมพันธ์แบบนี้ลงตัวได้ดีจริง ๆ
ผมแห้งแล้ว
เจียงฉือปิดไดร์ ใช้หลังมือแตะปลายผมเพื่อให้แน่ใจว่าแห้งแล้ว จากนั้นจึงพูดว่า “เรียบร้อย ไปนอนได้แล้ว ดึกแล้วนะ”
หลินซิงหยวนขานรับเบา ๆ
เธอหันกลับมามองเขา สีหน้าไร้อารมณ์ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าเขาชั่วครู่
แล้วก็หันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง
รองเท้าแตะกระทบพื้นดังแปะ ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป
ประตูห้องนอนเปิดแล้วปิดลง ตามด้วยเสียงกุญแจดังคลิก
ห้องนั่งเล่นกลับมาเงียบสงบ
เจียงฉือเดินไปหน้าโซฟาแล้วทิ้งตัวลงนอน มองโคมไฟเก่าบนเพดาน
โคมเริ่มเหลือง ไฟก็ไม่ได้สว่างมากนัก แสงส่องให้ทั้งห้องอาบไปด้วยสีอบอุ่นหม่น ๆ เหมือนของเก่า
ปีนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะจริง ๆ
ทะลุมิติมา สวมรอยเป็นแฟน เงิน 20,000 หยวน โรคหัวใจของน้องสาว ใบหน้าเย็นชาของเสิ่นจือ และการเข้ามาใกล้แบบไร้ขอบเขตของหลินซิงหยวน
เขาหลับตาลง รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งและเหนื่อยล้า
ไม่ใช่แค่วันนี้ที่เหนื่อย ร่างกายนี้สะสมความเหนื่อยมานานแล้ว
ร่างกายรับภาระเกินขีดจำกัดมานาน
เจ้าของร่างเดิมทำงานหลายอย่าง หลังเลิกเรียนยังต้องไปโรงพยาบาล กลับมายังต้องดูแลหลินซิงหยวน ส่วนการบ้านของตัวเองก็ต้องรีบทำเอาตอนดึก
ไม่รู้ว่าเขาฝืนทนผ่านวันแบบนี้มาได้ยังไง
เจียงฉือพลิกตัว เอาหน้าซุกลงกับหมอนอิงบนโซฟา หมอนมีกลิ่นน้ำยาซักผ้าจาง ๆ ปนกับกลิ่นแชมพูที่ยังติดอยู่บนผมของหลินซิงหยวน
“พรุ่งนี้…”
เขาพึมพำเสียงอู้อี้
“พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนอีกนะ”
