ตอนที่ 2 ใครเป็นจอมยุทธ์ ณ สุดแดนดินร้าง?
ชาวเขตตะวันออกพากันแสดงสีหน้าประหลาดใจ คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมีคนโง่ออกมาหาที่ตาย
ต้องรู้ว่ากงล้อโชคชะตาครั้งนี้ไม่เหมือนปกติ ปกติแค่ชนะหนึ่งรอบก็พอ แต่ตอนนี้ต้องชนะจนกว่าวัตถุต้องห้ามจะยอมรับ หลี่โย่ว มือมายาแห่งเขตตะวันตกชนะสามรอบติด ยิงไปห้านัดก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ เห็นได้ชัดว่ายากขนาดไหน
“ใคร? ใครกล้าหาญนัก?”
ทุกคนหันไปมอง เห็นเพียงเด็กหนุ่มผู้แต่งกายมอมแมม เท้ามีโซ่ตรวนเดินมาอย่างช้า ๆ
ใบหน้าของเด็กหนุ่มถูกโคลนปกคลุมจนมองไม่เห็นรูปหน้า มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่สุกใสเป็นพิเศษ แตกต่างจากผู้คนรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
คนเหล่านี้ในแววตาล้วนมีแต่ความเฉยชามืดมน หรือไม่ก็โหดเหี้ยมละโมบ แต่ประกายในดวงตาของเด็กหนุ่มไม่เคยดับลง นั่นคือเปลวไฟที่ถักทอขึ้นจากอารยธรรมและความดิบเถื่อน
“ไป๋เย่!?” มีคนร้องอุทาน
“ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?”
“พูดมาก ก็ถ้าเขาไม่บ้า จะออกมาตอนนี้ได้ไหม?”
“ฉันได้ยินว่าตอนไป๋เย่ไปล่าสัตว์บนดินแดนร้าง ดูเหมือนไปโดนอะไรมา พอกลับมาก็เป็นบ้า พร่ำพูดอยู่ตลอดว่าฉันคือเทพเจ้าแห่งยุคใหม่! นับจากวันนี้ฉันจะยืนหยัดอยู่เหนือฟ้า.......อะไรทำนองนั้น”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันยังได้ยินเขาท่องบทกวีด้วยนะ อะไรทำนองว่า ใครเป็นจอมยุทธ์ ณ สุดแดนดินร้าง พอเห็นไป๋เย่ วิถียุทธ์ก็สูญสิ้น หิมะถาโถมรุมเร้าสองสามปี ฉันเหยียบหิมะเองจนถึงยอดเขา.......”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบของทุกคน ไป๋เย่หน้าดำ ประวัติศาสตร์ดำมืดที่ไม่อยากนึกถึงก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
ตอนที่เขาเพิ่งข้ามมิติมา พบว่าตัวเองปลุกพลังหยุดเวลาได้ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบข้ามขั้นตอนไปที่ ‘ฉันไม่แดกเนื้อ’ เลย
หลงตัวเองว่าเป็นเทพเจ้าแห่งยุคใหม่ มองใครก็เหมือนไอ้กระจอก
บังเอิญเจอถานเจี๋ยกับพวกมาเก็บค่าคุ้มครอง เขาก็เดือดขึ้นมาทันที นี่มันขยะอะไรกัน? หัวหน้าเขตตะวันตกกระจอกงอกง่อย แมลงสาบแบบนี้ กล้ามาเก็บค่าคุ้มครองถึงหัวเทพเจ้า!?
ก็เลยด่ากราดใส่ทันที แต่พอหันไปเจอปากกระบอกปืนดำมืดของถานเจี๋ยกับพวก กำลังจะแสดงอิทธิฤทธิ์ ใช้พลังเทพเจ้า แล้วก็ค้างเติ่ง เวลาหยุดไปได้สองวิก็กลับมาเป็นปกติ เพราะก่อนหน้านี้เขาใช้พลังทดลองเสียไปกว่าห้าสิบวิ
ตอนนั้นเอง เขาก็พบว่าตัวเองหยุดเวลาได้แค่วันละหนึ่งนาที
หลังจากนั้นก็กลายเป็นแบบนี้ จากพลเมืองชั้นต่ำกลายเป็นทาส
ในยุคหายนะใหญ่ คนที่จิตใจถูกมลทินมีไม่น้อย ถานเจี๋ยกับพวกก็แค่คิดว่าเขาบ้า แถมไม่อยากเสียแรงงานไป ก็เลยลดขั้นเขาเป็นทาส
อดีตผ่านไปแล้วไม่อยากนึกถึง ดีที่หน้าไป๋เย่ดำมอซอ ไม่มีใครดูสีหน้าเขาออก
หัวหน้าเขตตะวันออก ถานเจี๋ย ได้ยินว่ามีคนอาสา ก็ดีใจอย่างมาก แต่พอเพ่งมองดูผู้มาเยือน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นพิกลทันที
ไป๋เย่?!
ไอ้หนูนี่ไม่ได้บ้าไปแล้วเหรอ?
เมื่อเช้านี้ ไอ้หนอนี่ยังหลงตัวเองเป็นเทพเจ้าต่อหน้าเขา เพ้อเจ้อ บอกว่าจะสร้างยุคใหม่.......
“แก........” ถานเจี๋ยทำท่าอยากพูดแต่ก็หยุด
“อาการของฉันหายแล้ว ก่อนหน้านี้เผลอกินเห็ดพิษในป่าไป เลยเห็นภาพหลอน” ไป๋เย่สีหน้าไม่เปลี่ยน
ในชีวิตนี้เขาแค่ชอบโกหกเล็กๆ น้อยๆ
ถานเจี๋ยเห็นไป๋เย่พูดจามีหลักมีเกณฑ์ ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเทพเจ้าอีก ใบหน้าก็อดไม่ได้ที่จะปรากฏรอยยินดี เขารู้ว่าในป่ามีเห็ดพิษบางชนิดที่ทำให้คนเห็นภาพหลอนจริงๆ บางคนถึงขั้นตั้งใจไปหาเห็ดแบบนี้กินด้วยซ้ำ
“เสี่ยวไป๋ ก่อนหน้านี้ฉันนึกว่าจิตใจนายถูกมลทินไปแล้ว เลยลดขั้นนายเป็นทาส นายวางใจเถอะ ตราบใดที่นายรับกักเก็บ【ลมหายใจแห่งโครงกระดูก】ได้ ฉันไม่เพียงแต่จะคืนสถานะพลเมืองให้นาย ยังจะสาบานเป็นพี่น้องกับนายด้วย! ต่อไปนี้ เขตตะวันออกก็เป็นของเราสองคนพูดแล้ว!
น้ำเสียงของถานเจี๋ยอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง ยังไงการปั้นน้ำเป็นตัวก็ไม่ต้องเสียตังค์
ไป๋เย่ยิ้มเหยียดหยาม ชาติก่อนเขากินคำหวานมามากพอแล้ว หัวหน้าชอบปั่น เขาก็เบื่อหน่ายแล้ว ไม่มีทางเชื่อถานเจี๋ยหรอก
“ปลดออก” เขาเขย่าโซ่ตรวนที่เท้า
ได้ยินไป๋เย่สั่งแบบไม่เกรงใจ ถานเจี๋ยแววตาวาบเย็นวาบ แต่ปากกลับยิ้มพูดว่า “ดูความจำฉันสิ เกือบลืมไปเลย ไอ้พวกมา ปลดให้เสี่ยวไป๋ที”
ลูกน้องคนหนึ่งหยิบกุญแจวิ่งมา ปลดโซ่ตรวนเท้าให้ไป๋เย่
ไป๋เย่ยืดเส้นยืดสายขาที่แข็งนิดหน่อย จากนั้นก็ถีบใส่ซากศพแห้งบนเก้าอี้ไปหนึ่งที
โครม!
ซากศพแห้งกระเด็นไปไกลหนึ่งเมตร แตกกระจายเกลื่อนพื้น
ท่าทางเปิดตัวโอ้อวดของเขาดึงดูดสายตาทุกคน อันที่จริงเขาก็อยากถ่อมตัวนะ แต่พละกำลังมันไม่เอื้ออำนวยนี่!
มีพลังหยุดเวลาแล้วจะถ่อมตัวได้ยังไง? ถึงจะมีแค่นาทีเดียว เป็นเทพเจ้าแห่งยุคใหม่ไม่ได้ แต่เป็นคนหยิ่งยโสยังพอได้ใช่ไหม?
หลี่โย่ว มือมายาฝั่งตรงข้ามหรี่ตาลง มองเด็กหนุ่มที่ปรากฏตัวอย่างโอ้อวดเช่นนี้ ในใจก็ระแวดระวัง
เขาพอจะมีความประทับใจเด็กหนุ่มเขตตะวันออกคนนี้อยู่บ้าง มีคนบอกว่าไป๋เย่เป็นหมาป่าเดียวดายบนดินแดนร้าง ปกติไม่ค่อยพบปะผู้คน ใช้ชีวิตด้วยการล่าสัตว์
สมัยนี้ คนที่กล้าล่าสัตว์คนเดียวบนดินแดนร้าง ล้วนแต่มองข้ามไม่ได้
เพียงแต่ภายหลังได้ยินว่าไป๋เย่เป็นบ้า คาดไม่ถึงว่าเป็นเพราะเผลอกินเห็ดพิษ
แต่ว่า นักล่าบนดินแดนร้างจะเผลอกินเห็ดพิษได้ยังไง? หิวจัดเกินไป หรือว่าเพื่อแสวงหาความตื่นเต้น?
ระหว่างที่หลี่โย่วกำลังคิด ไป๋เย่ก็นั่งลงตรงข้ามเขาแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าถานเจี๋ยจะยอมแพ้โดยตรง ป่านนี้เขาคงรออีกหน่อยค่อยขึ้นมา
เพราะตอนนี้เป็นเวลา 23:55 น.
หลังจากเกิดเรื่องตลกเมื่อวาน ตอนนี้เขาเข้าใจพลังหยุดเวลาอย่างถ่องแท้แล้ว ถึงขั้นเข้าใจที่มาของพลังหยุดเวลา นั่นก็คือกาลเวลาที่ไม่สอดคล้องกัน!
กาลเวลาที่ไม่สอดคล้องกันฟังดูซับซ้อน แต่จะอธิบายให้เห็นภาพ.......มันก็ซับซ้อนนั่นแหละ
ความลึกซึ้งของเวลาจะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนมิติแห่งเวลา เหมือนกับที่สิ่งมีชีวิตมิติต่ำยากจะเข้าใจมิติสูง
เขาไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายหลักการของพลังได้อย่างแม่นยำ ได้แต่ใช้การเปรียบเทียบเท่านั้น จึงจะพอให้สมองตัวเองเข้าใจอย่างฝืดๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ โลกก่อนหน้านี้ของเขา ซึ่งก็คือโลกอารยธรรมเมื่อสองร้อยปีก่อนกับโลกหายนะใหญ่ในตอนนี้ อัตราการไหลของเวลาไม่เท่ากัน
สองโลกมีความคลาดเคลื่อนกันอยู่หนึ่งนาที
ไม่ว่าจะเป็นก่อนเกิดหายนะใหญ่หรือหลังจากนั้น มนุษย์ก็ยังกำหนดให้หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง
แต่หากคำนวณตาม 24 ชั่วโมงจริงๆ โลกอารยธรรมหนึ่งวันคือ 24 ชั่วโมง เช่นนั้นโลกหายนะใหญ่หนึ่งวันจะช้ากว่าหนึ่งนาที คือ 23 ชั่วโมง 59 นาที
สาเหตุของความคลาดเคลื่อนเขาเองก็ไม่ทราบชัด คาดว่าน่าจะเกิดจากหายนะใหญ่เมื่อร้อยปีก่อน
จิตวิญญาณของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิต 24 ชั่วโมง มาสู่โลก 23 ชั่วโมง 59 นาที แต่ละวันจึงมีเวลาที่ควบคุมได้อย่างอิสระเพิ่มขึ้นมาหนึ่งนาที!
นี่แหละคือสาเหตุที่ไป๋เย่หยุดเวลาได้วันละหนึ่งนาที
“เริ่มเลย” หลี่โย่วเอ่ย
“นายก่อนหรือฉันก่อน?” ไป๋เย่แสร้งถามเพื่อถ่วงเวลา ทั้งที่รู้คำตอบดี
หลี่โย่วขมวดคิ้ว “ก็ต้องเป่ายิ้งฉุบหารอบก่อนสิ นายถึงไม่เคยเล่นกงล้อโชคชะตา แต่เมื่อกี้ยังดูไม่เข้าใจอีกเหรอ?”
โครม!
ไป๋เย่ตบโต๊ะดังสนั่น เสียงดังจนคนทั้งสองเขตสะดุ้ง บางคนถึงกับเอื้อมมือจะชักปืนโดยไม่รู้ตัว
“ว่าใครตาบอด! ฉันถามว่าแกว่าใครตาบอด! ถ้ากล้าก็พูดอีกทีสิ!”
หลี่โย่วอึ้ง “ฉันพูดตอนไหนว่านายตาบอด........”
“มึงยังกล้าพูดอีก!” ไป๋เย่เดือดขึ้นมาทันที เอื้อมมือไปกระชากปกเสื้อเชิ้ตลายดอกของหลี่โย่ว ทำท่าจะซ้อมเขา
ฉึกฉึกฉึก.......
หวังเฉอและพรรคพวกเขตตะวันตกพากันชักปืนออกมา จ่อไปที่ไป๋เย่
ส่วนทางด้านถานเจี๋ยกับพวกที่อยู่ข้างหลังไป๋เย่ก็เหมือนถูกกระตุ้น รีบชักปืนออกมาชี้กันไปมา
ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ราวกับเสี้ยววินาทีถัดไปจะเปิดฉากยิงกัน