เจียงตั๋วจ้องมองเธอ แววตาเผยความยับยั้งชั่งใจและจริงจัง ก่อนจะเสริมว่า
“โยวโยว ผมจะรักษามารยาทเสมอ ไม่ว่าตอนไหนที่คุณไม่เห็นด้วย ผมจะไม่มีพฤติกรรมใกล้ชิดกับคุณเด็ดขาด”
เสินฉือมองท่าทางจริงจังของเขาแล้วอดยิ้มมุมปากไม่ได้
“เจียงตั๋ว” เธอเอ่ยเบา ๆ ปลายเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย ราวกับขนนกเส้นหนึ่งแตะไล้กลางใจแผ่วเบา “คุณรู้ไหมว่า สำหรับฉันแล้ว แค่การอยู่ด้วยกันก็ถือเป็นเรื่องใกล้ชิดมากแล้ว”
ลูกกระเดือกของเจียงตั๋วขยับขึ้นลง
แน่นอนว่าเขารู้
เพียงแต่เขายังคงอยากลองขอโอกาสดูสักครั้ง
สายตาของเขาจับจ้องเธอแน่วนิ่ง ราวกับตาข่ายที่มองไม่เห็นกำลังโอบคลุมร่างเธอไว้ทั้งตัว
เขากำลังรอ รอคำตอบจากเธอ
“……ก็ได้”
เธอพยักหน้า น้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับเหมือนก้อนหินที่ตกลงสู่สระน้ำลึก ก่อเกิดคลื่นกระเพื่อมนับพัน
“แต่ฉันไปทบทวนบทเรียนจริง ๆ นะ”
“แล้วพอปิดเทอม ฉันก็จะกลับไปอยู่บ้าน”
ประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของเจียงตั๋วทันที ราวกับดวงดาวที่ถูกจุดขึ้นกลางราตรี
มือที่จับข้อมือเธอเลื่อนลงอย่างเป็นธรรมชาติ ปลายนิ้วเกี่ยวกระหวัดนิ้วของเธอไว้ ก่อนนิ้วทั้งสิบจะสอดประสานกันแนบสนิท
“อืม แค่ทบทวนบทเรียน”
ทั้งสองเดินออกจากโรงอาหารที่สามของมหาวิทยาลัย แล้วมุ่งหน้าไปตามทางเดินเล็ก ๆ
เขาจับมือเธอไว้ ฝ่ามืออุ่นร้อน รอยยิ้มแผ่จากหางตาถึงหว่างคิ้ว ปิดบังอย่างไรก็ไม่มิด
เสินฉือหันมองเขา
ที่จริงแล้ว ตอนเจียงตั๋วยิ้ม เขาดูดีที่สุด
ตามปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น เขามักทำหน้าเย็นชา ระหว่างคิ้วดวงตาแผ่ความห่างเหินชนิดที่ชวนให้คนรู้สึกว่าอย่าได้เข้าใกล้
