หลังผูกแถบผ้าสีแดงเสร็จ เจียงตั๋วก็วางเสินฉือลงอย่างมั่นคง แต่ไม่ได้ปล่อยมือเธอในทันที
เขาจัดเส้นผมที่ถูกลมภูเขาพัดจนยุ่งเหยิงให้เธอ ก่อนจะจูงมือพาเธอเดินลึกเข้าไปในวัด
ผ่านประตูข้างของวิหารใหญ่ไป เป็นทางเดินเล็ก ๆ ที่ปูด้วยหินสีเขียว สองข้างทางมีแนวไผ่หนาทึบเรียงราย
ยามสายลมพัดผ่าน ใบไผ่เสียดสีกันส่งเสียงซู่ซ่า แสงแดดที่ลอดผ่านลงมากลายเป็นลายเงาพร่างพราวบนพื้น
ปลายทางเดินเชื่อมกับบันไดหินไม่กี่ขั้น นำไปสู่ห้องปฏิบัติธรรมหลังหนึ่งที่แยกออกมา ตรงชายคามีระฆังทองแดงแขวนอยู่ เงียบสงัดราวกับเป็นคนละโลกกับความจอแจด้านหน้า
“ตระกูลเจียงบริจาคเงินค่าธูปเทียนให้วัดแห่งนี้ทุกปี” เจียงตั๋วอธิบายเสียงเบา นิ้วมือสอดประสานกับเธอ “เอาไว้ซ่อมแซมวิหารและอุปถัมภ์พระสงฆ์ ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยตามคุณปู่มาหลายครั้ง หลังจากนั้นก็มาเป็นประจำทุกปี”
เขาเพิ่งพูดจบ ม่านไม้ไผ่ของห้องปฏิบัติธรรมก็ถูกใครบางคนเปิดออกจากด้านใน
พระชรารูปหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู ห่มจีวรสีน้ำตาลแดง ในมือถือประคำไม้กฤษณาเส้นหนึ่ง
ท่านมีใบหน้าเปี่ยมเมตตา คิ้วขาวทั้งสองยาวจนแทบจรดหางตา ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่กลับแผ่ความสงบกระจ่างใสออกมา
เมื่อเห็นเจียงตั๋ว ท่านชะงักไปก่อน จากนั้นก็ยิ้มออกมา พลางประนมมือ “คุณเจียง ไม่ได้พบกันเสียนาน”
“ท่านพระอาจารย์ทงเหวิน” เจียงตั๋วค้อมกายเล็กน้อย น้ำเสียงเปี่ยมความเคารพ
สายตาของท่านพระอาจารย์ทงเหวินจับจ้องใบหน้าเจียงตั๋ว พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียง “เอ๊ะ” อย่างประหลาดใจ
ท่านก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ราวกับเห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อ จนลืมแม้กระทั่งหมุนประคำในมือ
“ช่างประหลาดนัก… ปีก่อนตอนอาตมาพบคุณเจียง ยังเห็นว่าเส้นวาสนาความรักของคุณตื้นเขิน ชะตาชีวิตมีเคราะห์โดดเดี่ยว ไฉนเพียงไม่ได้พบกันช่วงสั้น ๆ หนึ่งปี ดาวมงคลแห่งความรักกลับเคลื่อนไหว แม้แต่ความดุดันระหว่างคิ้วก็จางหายไปไม่น้อย?”
