ไป๋อี้เฟิงกุมคอตัวเองแล้วหันกลับไปด้วยความตกตะลึง ยังไม่ทันได้เห็นหน้าคนที่มา เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเตะเข้ากลางหน้าเขาอย่างแรง
เสียงกระดูกสันจมูกหักดังกรอบอย่างชัดเจน ร่างของไป๋อี้เฟิงถูกเตะกระเด็นไปชนโต๊ะน้ำชาด้านหลังจนล้มคว่ำ เสียงกระจกแตกกระจายปนกับเสียงกรีดร้องของเขาดังก้องไปทั่วห้อง
เสินฉือฝืนประคองสติที่เหลืออยู่น้อยนิด สายตาพร่ามัวมองผ่านแสงเงาที่เลือนราง จึงพอเห็นเงาร่างตรงหน้าได้อย่างเลือนราง
ริมฝีปากแห้งแตกของเธอขยับเล็กน้อย ก่อนจะเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบากว่า “รุ่น...พี่...เซี่ย...”
เสียงแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ราวกับกระดาษทรายครูดผ่านพื้นโต๊ะ
เมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบานั้น ความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านอยู่ในดวงตาของเซี่ยซู่เหิงก็ชะงักลงทันที
เขาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วก้าวยาว ๆ มาหยุดข้างเธอ ก่อนจะย่อตัวลง
เมื่อมองเด็กสาวที่ขดตัวอยู่บนพรมผืนหนา และเห็นมือขวาของเธอยังคงกำเข็มปักผ้าที่เปื้อนเลือดไว้แน่น ร่างทั้งร่างบอบบางราวกับเครื่องกระเบื้องที่แตะเพียงนิดก็แตกสลาย หัวใจของเซี่ยซู่เหิงก็ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น
เขาถึงกับรู้สึกว่าเมื่อครู่ตัวเองเตะอีกฝ่ายเบาเกินไป
เขาถอดเสื้อคลุมออกโดยไม่ลังเล แล้วค่อย ๆ คลุมให้เสินฉืออย่างทะนุถนอม ห่อเธอไว้จนมิดชิด
“ไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่”
ในที่สุดเส้นประสาทที่ตึงเครียดถึงขีดสุดก็ผ่อนคลายลงบ้าง เสินฉือจึงทรุดตัวไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่อยู่
เซี่ยซู่เหิงยื่นมือไปรับเธอไว้ได้อย่างมั่นคง
