เสินฉือใช้เวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะอ่านเอกสารส่วนที่เหลือจนจบ
เธอนวดหว่างคิ้วที่เริ่มเมื่อยล้า ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอน
ห้องรับแขกเงียบสงัด ไม่เห็นเงาของเจียงตั๋ว แต่จากทางครัวแบบเปิดกลับมีเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังแว่วมา
เสินฉือเดินตามเสียงไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือแผ่นหลังของเจียงตั๋วที่สวมผ้ากันเปื้อนอยู่
เขายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก้มหน้าจัดการบางอย่างอย่างตั้งใจ แสงไฟสีเหลืองอบอุ่นจากเพดานส่องลงบนบ่าและแผ่นหลังกว้าง ให้บรรยากาศอบอุ่นราวกับชีวิตในบ้าน ซึ่งต่างจากภาพลักษณ์ปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง
เสินฉือหยุดฝีเท้าแล้วถามเสียงเบา “ให้ฉันช่วยไหม”
เจียงตั๋วหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียง รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ไม่ต้องหรอก พ่อครัวประจำตระกูลเตรียมวัตถุดิบไว้หมดแล้ว ฉันแค่ปรุงอีกนิดหน่อยก็เสร็จ คุณไปรอที่ห้องรับแขกสักครู่นะ”
ไม่นานนัก เจียงตั๋วก็ยกอาหารออกมา
กลางโต๊ะอาหารมีหม้อซุปทะเลร้อน ๆ วางอยู่ น้ำซุปสีขาวนวลมีเนื้อปลาสดนุ่ม หอยอวบอ้วน และต้นหอมซอยสีเขียวลอยอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูก
ข้างกันมีสเต๊กสองชิ้นที่ทอดมาได้พอดี ผิวด้านนอกเป็นสีน้ำตาลไหม้สวยงาม ในจานยังมีมะเขือเทศลูกเล็กย่างกับหน่อไม้ฝรั่งเป็นเครื่องเคียง
เจียงตั๋วหยิบชามซุป ตักใส่ชามแล้วยื่นให้เสินฉือ แววตามีความคาดหวังซ่อนอยู่เล็กน้อย “ลองชิมดูสิว่าเป็นยังไง”
เสินฉือรับชามมา ก้มหน้าจิบไปคำเล็ก ๆ
ทันทีที่น้ำซุปไหลผ่านปลายลิ้น เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
รสชาติสดหวานเกินคาด
น้ำซุปสีขาวนวลเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน
