หกพันปีก่อน บรรพชนหั่วอวิ๋นเพราะการบำเพ็ญเพียรของตนเองเกิดเป็นกำแพงขวางกั้น ตลอดชั่วชีวิต ก็มิอาจทะลวงผ่านพันธนาการแห่งขั้นเทพที่แท้จริงได้ สุดท้ายได้แต่จมอยู่กับความหดหู่ ละสังขารไปในเขตหวงห้ามหลังเขา
ทว่าบรรพชนหั่วอวิ๋นใจยังไม่ยินยอม ก่อนละสังขาร จึงทิ้งเศษเสี้ยวจิตสำนึกไว้เส้นหนึ่ง
เนื่องจากระดับพลังของบรรพชนหั่วอวิ๋นนั้น ใกล้เคียงกับเทพที่แท้จริงแล้ว ผู้ที่จะสามารถรองรับเศษเสี้ยวจิตสำนึกนี้ได้ จำเป็นต้องเป็นผู้รับการเผยโองการเทพที่มีคัมภีร์กระดูกติดตัวเท่านั้น
เมื่อวาน เย่เสวียนบนโถงใหญ่ ปลุกคัมภีร์กระดูกตื่นขึ้น บรรพชนหั่วอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาแล้ว
แต่ตอนนั้นคัมภีร์กระดูกของเย่เสวียนเปิดออกไม่ถึงร้อยละสิบ
หากขืนบีบบังคับช่วงชิงร่าง เกรงว่าคัมภีร์กระดูกในร่างเย่เสวียนจะแตกสลาย
บรรพชนหั่วอวิ๋นจึงล้มเลิกไป
เพียงแต่เขาไม่คิดว่า เพียงเวลาแค่วันเดียว คัมภีร์กระดูกในร่างของเย่เสวียนกลับแปรเปลี่ยนอีกครั้ง และครั้งนี้ กลับแปรเปลี่ยนขึ้นไปถึงร้อยละยี่สิบ
บรรพชนหั่วอวิ๋น นั่งอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป จึงพุ่งออกมาจากเขตหวงห้ามหลังเขา
เดิมทีคิดจะใช้คำพูดดีๆ หลอกล่อ ให้เย่เสวียนรับการสืบทอดตามน้ำ แล้วจึงอาศัยการสืบทอดนั้นช่วงชิงร่าง
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว...
“การบีบบังคับช่วงชิงร่าง อาจทำให้คัมภีร์กระดูกเสียหายบ้าง แต่คัมภีร์กระดูกในร่างเจ้าเปิดออกถึงร้อยละยี่สิบแล้ว ถึงจะเสียหายไปบ้าง ภายหลังก็ฝึกฝนไปช้าๆ ก็ยังกลับคืนสู่สภาพสูงสุดได้!”
เห็นเพียงบรรพชนหั่วอวิ๋นแปลงกาย กลายเป็นตราเวทเพลิงสวรรค์หนึ่งดวง
เย่เสวียนรู้สึกเพียงส่วนลึกของจิตวิญญาณ ราวกับถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทงเข้าไปครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น เสียงของบรรพชนหั่วอวิ๋นก็ดังขึ้นในสมองของเย่เสวียน
