รัชศกหย่งชาง ปีที่ 7 เดือนเจ็ด วันที่สิบสอง
จากการคำนวณของโจวจี้จรือ วันคลอดน่าจะอยู่ปลายเดือนเก้า ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนคนในตำหนักฤดูร้อนทั้งหมดเป็นคนของพระองค์เอง
นางผดุงครรภ์คัดไว้สี่คน ภูมิหลังใสสะอาด ปากหนัก ฝีมือขั้นเทพ
องครักษ์ในโดยเฉิงอ๋องบัญชาการเอง รอบนอกตำหนักฤดูร้อนมีทหารยืนรักษาการณ์ทุกสามก้าวทุกห้าก้าว แม้แต่ชาวสวนที่ส่งผักยังต้องถูกตรวจค้นตัวสองครั้งจึงปล่อยให้ผ่าน
องครักษ์ลับยื่นรายงานลับว่า อดีตองค์รัชทายาทและพรรคพวกร่วมยี่สิบกว่านายรวมตัวอยู่โดยรอบตำหนักฤดูร้อนแล้ว หัวหน้าคือฮั่นทง อดีตแม่ทัพประจำจวนองค์รัชทายาทที่ถูกถอด
ทรงอ่านรายงานลับจบ ก็ส่งต่อให้จิ่นเซ่อ
"เผาเสีย"
จิ่นเซ่อรับรายงานลับมาจ่อเทียนไข จนลุกไหม้มอดเป็นเถ้าธุลี สีพระพักตร์เรียบเฉย ประหนึ่งทรงคาดหมายว่าวันนี้จะมาถึงอยู่นานแล้ว
ฮั่นทงเป็นขุนพลผู้จงรักภักดีต่ออดีตองค์รัชทายาทที่สุด คราวอดีตรัชทายาทสิ้นพระชนม์ เขาหลบหนีออกจากนครหลวง หลังจากนั้นหลายปีก็ไร้วี่แวว
ปล่อยให้คนพวกนี้ซ่อนตัวในที่มืด โดยไม่รู้ว่าจะโจมตีเมื่อใด สู้ปล่อยข่าวเท็จว่าฮ่องเต้ประทับรักษาพระองค์ที่ตำหนักฤดูร้อน กำลังองครักษ์หย่อนยาน ล่อให้พวกมันเผยตัวออกมาเองจะดีกว่า
"ลดกำลังอารักขารอบนอกลงสามส่วน เว้นช่องโหว่ไว้ให้ฮั่นทงหน่อย
บอกเฉิงอ๋อง เปลี่ยนเวรยามเวลาเดิม แต่ตอนผลัดเวร ให้เว้นช่วงว่างนานขึ้นอีกหนึ่งถ้วยชา"
จิ่นเซ่อรับบัญชาออกไป ฮ่องเต้ประทับใต้แสงประทีปเพียงลำพัง ทารกในพระครรภ์ถีบนางอีกครั้ง
นางลูบพระครรภ์ สุรเสียงแผ่วเบา คล้ายเกรงผู้ใดได้ยิน "อย่ากลัว..."
เดือนเจ็ด วันที่ยี่สิบสาม ยามวิกาล ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตำหนักฤดูร้อนเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาฉับพลัน
กำลังคนของฮั่นทงจุดไฟเผาโรงเก็บฟางนอกตำหนักฤดูร้อน อัคคีทวีแรงตามลม ชั่วพริบตาทะยานลามสู่ท้องฟ้า
เหล่าองครักษ์หย่อนกำลังตามแผนผลัดเวร เว้นช่วงว่างสั้น ๆ ฮั่นทงนำทหารกล้าสิบกว่านาย อาศัยความชุลมุนปีนกำแพงแทรกซึมเข้าได้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงดิ่งสู่ตำหนักบรรทมฮ่องเต้
แสงเทียนภายในพระตำหนักถูกจิ่นเซ่อดับจนมืดสนิท ผ้าห่มผืนหนึ่งถูกยัดไว้ใต้ฟูกเสแสร้งว่ามีคนนอน จิ่นเซ่อประคองฮ่องเต้ตรงไปทางอุโมงค์ลับด้านหลังตำหนัก
ดำเนินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวฮ่องเต้ก็ทรงหยุด พระหัตถ์ยันผนัง สีพระพักตร์ขาวซีดในพริบตา ก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นรอยรอยน้ำสีหม่นซึมเป็นวงเล็ก ๆ บนชายกระโปรง
"ฝ่าบาท—" เสียงจิ่นเซ่อสั่นพร่า "น้ำพระครรภ์เดินแล้ว"
ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตร สูดลมหายใจลึก
นางคำนวณทุกอย่างสิ้นแล้ว หัวของฮั่นทง ล้างบางอดีตองค์รัชทายาทและพรรคพวกอย่างราบคาบ ตาข่ายสวรรค์ดักรอภายนอกราชวัง
นางถึงขั้นคำนวณไว้แล้วว่า ค่ำคืนนี้องครักษ์ลับจะซุ่มรออยู่ในตำหนัก รอให้ฮั่นทงเดินเข้ามาสังเวยชีวิต
แต่สิ่งเดียวที่มิอาจคาดการณ์ ทารกในพระครรภ์กลับเลือกค่ำคืนนี้ ชั่วขณะนี้ เร่งคลอดก่อนกำหนดเกือบสองเดือน เพื่อลืมตาดูโลก
"เดินอุโมงค์ลับ ไปตำหนักหลัง ตามโจวจี้จรือ"
ช่องทางลับแคบมืด ผ่านได้ทีละคน มือหนึ่งยันผนัง มือหนึ่งกุมพระครรภ์ ทุกย่างก้าวฝืนดำเนินช้าอย่างที่สุด
นางรู้สึกถึงทารกในพระครรภ์กำลังเคลื่อนลงต่ำ ความเจ็บปวดระบมที่มิเคยประสบมาก่อน แผ่ซ่านจากร่องกระดูก
นางขบฟันกรามแน่น หน้าผากชุ่มเหงื่อเย็น หายใจถี่กระชั้นขึ้นทุกขณะ ถึงปากทางอุโมงค์ลับก็หยุดยืน หันพระวรกายมองจิ่นเซ่อ ตรัสวาจาที่ทำให้จิ่นเซ่อไม่มีวันลืมชั่วชีวิต
"บอกโจวจี้จรือเตรียมผ่าท้องนำทารก ข้าขอมีสติอยู่"
"ฝ่าบาท—ผ่าพระครรภ์—นั่นมัน—"
"นั่นคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่ข้าคิดได้"
ฮ่องเต้ทรงขัดจังหวะนาง สุรเสียงต่ำมั่นคง ทุกอักขระประหนึ่งหลุดจากซอกฟัน "ข้าจะไม่ยอมตายและจะไม่ให้เขาตาย ไป!"
เสียงโห่ร้องสังหารนอกตำหนักบรรทมใกล้เข้ามา เพลิงโชติข้างส่องสว่างครึ่งฟากฟ้า ทหารฝ่ายเฉิงอ๋องปะทะกับทหารกล้าฮั่นทงแล้ว เสียงอาวุธกระทบกันแสบแก้วหูในราตรีนี้
ในตำหนักหลัง โจวจี้จรือคุกเข่ากับพื้น ผมดอกเลาถูกแสงเทียนส่อง สั่นไหวน้อย ๆ เขาเตรียมยาสลบ มีดรูปใบหลิว ผงยาห้ามเลือด และสุราร้อนไว้พร้อมหมด
แต่เมื่อฮ่องเต้ตรัสว่า "ไม่ต้องใช้ยาสลบ" เขายังคงเงยศีรษะ ริมฝีปากขมุบขมิบเหมือนจะเอ่ยบางอย่าง สุดท้ายเพียงโขกศีรษะหนัก ๆ หนึ่งครั้ง
"กระหม่อม—ขอถวายชีวิต"
จิ่นเซ่อพับผ้าสะอาดผืนหนึ่งใส่เข้าพระโอษฐ์ฮ่องเต้
ฮ่องเต้ทรงบรรทมบนแท่น พระหัตถ์ทั้งสองยึดพนักข้างแท่นแน่น
ตอนโจวจี้จรือกรีดผิวพระนาภี ร่างของนางแข็งเกร็งกระตุกวูบ เล็บจิกฝังลงในเนื้อไม้ แต่ไม่ส่งเสียงใด เหงื่อหยดจากขมับชุ่มซับพระเกศา
เสียงรบพุ่งนอกตำหนักค่อย ๆ แผ่วเบาลง ฝีเท้าของเฉิงอ๋องหยุดอยู่หน้าประตูตำหนัก คั่นประตูกราบทูลว่า "ฮั่นทงถูกตัดศีรษะแล้ว"
ไร้ผู้ใดตอบรับ เฉิงอ๋องยืนอยู่หน้าประตู มือกุมกระบี่ยาวที่ยังหยาดเลือด ฟังความเงียบที่อัดอั้นน่าสะอึกสะอื้นภายในตำหนัก มิได้เอ่ยถามครั้งที่สอง
คมมีดเคลื่อนลงต่ำ เลือดชุ่มซับฟูกบนแท่น มือจิ่นเซ่อสั่นสะท้าน แต่นางยังคงยื่นผงยาห้ามเลือดส่งถึงมือโจวจี้จรืออย่างมั่นคง
ริมพระโอษฐ์ถูกผ้ากัดเซาะจนปรือเลือด แต่พระสติยังแจ่มชัด ถึงขั้นได้ยินทุกเสียงริ้วรอยคมมีดกรีดผ่านเนื้อหนัง
พระนางไม่กล้าหมดสติ ไม่กล้ายกพระชนม์ให้แก่สิ่งไม่แน่นอนใด ๆ พระนางต้องตัดทุกเหตุสุดวิสัยออกไป รวมทั้งพระนางเองด้วย
ยามโจวจี้จรือนำทารกออกมา ในตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบงันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ไร้สุ้มเสียงร่ำไห้
ทารกตัวเหี่ยวย่น ผอมแกร็นเกินรูปนอนอยู่บนฝ่ามือ เนื้อตัวเขียวคล้ำ สายสะดือพันรอบคอสองรอบ มือน้อยกำแน่น ดวงตาปิดสนิท อกแทบไม่ขยับ
โจวจี้จรือตัดสายสะดือ พลิกตัวทารกตบที่กลางหลัง หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง มือของเขาแน่นิ่ง แต่คิ้วกลับสั่นระริก
จิ่นเซ่อวางผงยาห้ามเลือดไว้ด้านข้าง หยิบผ้าบางห่อตัวทารก ออกแรงขยี้ถูเท้าเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบ การกระทำของนางลนลานขึ้นทุกที หายใจถี่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
ฮ่องเต้ทรงยันพระวรกายครึ่งหนึ่ง เลือดจากพระนาภีไหลซึมลงเบื้องล่าง ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวด จับจ้องผ้าห่อเล็ก ๆ ที่ไร้สุ้มเสียงในอ้อมแขนจิ่นเซ่อ ริมพระโอษฐ์ขมุบขมิบ พลันเปล่งเสียงแหบแห้งขาดห้วง
"เหตุใดไร้เสียงร่ำไห้"
โจวจี้จรือคุกเข่าอยู่พื้น ผมดอกเลาถูกแสงเทียนส่องสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขาอ้าปากค้าง เอื้อนเอ่ยอักขระใดมิได้
จิ่นเซ่อแนบทารกไว้กับอก ใช้ไออุ่นกายให้ความอบอุ่น มือนางสั่นระรัว น้ำตาไหลอาบหน้า
"เหตุใดไร้เสียงร่ำไห้!"
สุรเสียงฮ่องเต้พลันสูงเข้มขึ้น กรีดทลายความเงียบสงัดในตำหนักหลัง มิใช่เสียงร่ำไห้ หากเป็นเสียงคำรามต่ำจากก้นลำคอ ประหนึ่งคมมีดกรีดผ่านกระดูก
พระวรกายสั่นสะท้าน เด็กคนนั้น เด็กที่อยู่ในพระองค์นานแปดเดือน เด็กที่นางยังไม่เคยได้อุ้ม ไร้ชีวี
พระนางคือโอรสสวรรค์ ทรงพิโรธซากศพล้มทับนับล้าน โอรสสวรรค์ผู้แทนฟ้าปกครองราษฎร์ ชี้เป็นชี้ตาย แต่นาง...
"ช่วยเขา" พระนางหันพระพักตร์มองโจวจี้จรือ น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป ราบเรียบน่าขนหัวลุก
"ช่วยเขาด้วย ครั้งเจ้าอยู่สนามรบมิเคยร่ำลือหรือว่า ชุบชีวิตคนตายให้เดินได้ ร่างกระดูกขาวยังเกิดเลือดเนื้อ
ช่วยให้เขารอดเถิด ข้าจะประทานให้เจ้าสืบสกุลขุนนางชั่วลูกชั่วหลาน เจริญรุ่งเรืองคู่ฟ้า! หากรอดไม่ได้ คนทั้งตระกูลเจ้าต้องตายตกตาม!"
โจวจี้จรือก้มหน้าผากจรดพื้น โขกศีรษะสามครั้งดัง ๆ แล้วลุกขึ้น รับทารกจากอ้อมกอดจิ่นเซ่อ
เขาใช้นิ้วจุ่มสุรายาอุ่น ๆ ค่อย ๆ ง้างปากน้อยของทารก สอดเข็มเงินเล็กมากเข้าไป แทงแต้มจุดหนึ่ง
พลิกตัวทารก ใช้ฝ่ามือรองร่างที่แทบไร้น้ำหนัก นวดคลึงคลายแนวสันหลังซ้ำไปซ้ำมา
จิตใจเขาสั่นพรั่นพรึง แต่มือกลับแน่วนิ่งอย่างน่าขนลุก ทุกสัมผัสล้วนแม่นยำตกต้อง จุดชีพจรที่สำนักหมอหลวงไม่มีวันกล้าใช้กับทารกคลอดก่อนกำหนด
ห้วงเวลาถูกยืดยาวออกไป เนิ่นนานจนจิ่นเซ่อรู้สึกว่าตนยืนมาชั่วชีวิต ในที่สุด...ในที่สุด เสียงร่ำไห้แผ่วเบายิ่ง ราวกับเสียงร้องของลูกแมวแรกเกิด ก็ดังแว่วจากห่อผ้าน้อยนั้น
สะอื้นโยเย ยังไม่ทันร้องครบสองครั้งก็ค่อย ๆ แผ่วลง แต่มันดังออกมาจริง ๆ
โจวจี้จรือวางทารกลงในอ้อมอกจิ่นเซ่อ ทรุดตัวลงกองกับพื้น โขกศีรษะให้ฮ่องเต้สามหน น้ำตาแก่ร่วงพรู
"ขอทรงพระเจริญ เป็นองค์ชาย"
ฮ่องเต้ทรงวางทารกไว้บนพระอุระ พอเด็กสัมผัสความอบอุ่นพระวรกาย ลมหายใจที่หอบถี่ก็ดูเบาลงเล็กน้อย
เขาตัวเล็กเหลือเกิน อ่อนแอเหลือเกิน แต่ยังมีชีวิต ก็พอแล้ว
นอกตำหนัก เฉิงอ๋องกำลังนำองครักษ์เก็บกวาดพรรคพวกที่เหลืออยู่ ซากศพถูกลากออกจากลานหน้าทีละร่าง ๆ แสงอัคคีค่อย ๆ ดับมอดลง