ต้นฤดูร้อนเดือนสี่ หลังพายุฝนตลอดคืน ท้องฟ้าพร่าเลือนด้วยหมอกแสงจาง ๆ
จนกระทั่งเที่ยงวัน ไอร้อนจึงค่อย ๆ แผ่ขึ้นมา สายลมจากแม่น้ำเปี้ยนพัดพากลิ่นหญ้าเขียวขจีมาด้วย
หอฝานโหลวเบื้องหน้าถนนหลวงกลับมาคึกคักด้วยแขกเหรื่อที่แวะเวียนมาไม่ขาดสายอีกครา
ในอดีต จ้าวจี๋เคยมาพบหลี่ซือซือ ณ ที่แห่งนี้
บัดนี้เปี้ยนจิงสงบสุขมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว แม้ภาคเหนือจะได้รับความเสียหายจากสงคราม แต่สินค้าจากภาคใต้ก็ยังลำเลียงมาตามเส้นทางขนส่งทางน้ำอันเจริญรุ่งเรือง เข้าสู่ทุกซอกมุมของเมืองแห่งนี้
ชีวิตความเป็นอยู่ค่อย ๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้น
แถบโรงสุราเล็ก ๆ ด้านหน้าหอฝานโหลว ต้นอู๋ถงข้างเรือนกระเบื้องแผ่กิ่งก้านเขียวชอุ่ม มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งกินหมั่นโถวอยู่ใต้ต้นไม้
เมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย พวกเขาคงเป็นพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายในตงจิง
เสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกล ๆ “ข่าวด่วน! ราชสำนักประสงค์รับสมัครกองทัพรักษาพระองค์แปดแสนนาย เพื่อป้องกันชายแดน!”
“กองทัพรักษาพระองค์แปดแสนนายเชียวหรือ?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างร้านเลือกเครื่องหอมไม้จันทน์และไม้กฤษณาของตระกูลหลิวเอ่ยด้วยความสงสัยปนทอดถอนใจ “ราชสำนักทำศึกทุกปี ยังมีเงินทองรับสมัครกองทัพมากมายถึงเพียงนี้อีกหรือ?”
ชายผู้นี้สวมเสื้อผ้าสีพื้น พับแขนเสื้อขึ้น ผิวคล้ำ ดูก็รู้ว่าเดินทางไปมาขนส่งสินค้าอยู่เนืองนิตย์ สำเนียงฟังคล้ายคนจากเหอเป่ย
“ก็ช่วยไม่ได้ ข้าศึกจินกำเริบเสิบสาน จ้าวกวนเจียในยามนี้เป็นประมุขผู้เกรียงไกร ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ ได้ยินว่าศึกที่ซ่างตั่งเอาชนะข้าศึกจินได้ สถานการณ์การรบทางเหนือจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่ง” ชายวัยกลางคนกลืนหมั่นโถวลงคอแล้วกล่าวด้วยความรู้สึก
