จ้าวหนิงเก็บกวาดอารมณ์ขุ่นมัวของตนจนหมดสิ้น วันนี้จ้าวกวนเจียในท้องพระโรงฉุยกงยังคงเป็นเช่นทุกวัน ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง
ท้องพระโรงฉุยกงเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง
แม้ทุกคนจะนิ่งเงียบ ทว่าหลายคนกลับเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
เพราะมีคนไม่น้อยที่ต้องการโค่นอ๋องเหลียวลง
ตลอดเดือนกว่า ๆ มานี้ ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอ๋องเหลียวมีอยู่ไม่น้อย
ฎีกาของหลี่จั๋วเขียนออกมาแล้วหลายฉบับ
หากจ้าวกวนเจียยังไม่ทรงแสดงท่าที ย่อมทำให้ขุนนางมากมายพากันวิพากษ์วิจารณ์ คิดว่าจ้าวกวนเจียทรงต้องการปกป้องพระโอรสของตน
และวันนี้ เมื่อจ้าวกวนเจียทรงเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ย่อมเป็นโอกาสอันเหมาะที่สุดที่จะจัดการอ๋องเหลียว
หลี่จั๋วเป็นคนแรกที่ก้าวออกมา เขากล่าวว่า “กราบทูลฝ่าบาท ควรลงโทษอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย มิฉะนั้น กระหม่อมเกรงว่าพรุ่งนี้บุตรชายจือเซี่ยนแห่งเมืองใดสักแห่งจะบุกเข้าไปในบ้านชาวบ้านแล้วทำตามอำเภอใจ”
คำกล่าวของเขาประหนึ่งเปิดปากถุงให้เหล่าขุนนาง
คนที่ก้าวออกมาเป็นคนที่สองคือหวังป๋อเยี่ยน เขากล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นพ้องด้วย”
ผู้ที่ก้าวออกมาเป็นคนที่สามกลับเป็นหานเซียวโจว เจ้าสิงปู้ (กรมอาญา) เขากล่าวว่า “ต่อให้หลี่จี้สมควรตาย อ๋องเหลียวก็ควรแสดงหลักฐาน คุมขังเขาไว้ แล้วตัดสินโทษประหารตามกระบวนการยุติธรรม มิใช่ไต่สวนตัดสินโทษเองโดยพลการ”
ทว่าไช่เม่ากลับก้าวออกมากล่าวว่า “คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง ทุกท่านทราบหรือไม่ว่าในเวลานั้นเกิดเหตุการณ์เช่นไร?”
“ต่อให้สถานการณ์คับขัน จะจับกุมคนแล้วคุมขังไว้ก่อนก็ยังได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องฆ่าเสียทันที”
“หากไม่ฆ่า จะข่มขวัญผู้คนได้อย่างไร?” ไช่เม่ากล่าวต่อ “คุมขังไว้แล้ว พ่อค้าคนอื่นจะยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดีหรือ? พวกท่านผู้ใดรับประกันได้?”
