แต่ความเหนื่อยล้าของทหารราบย่อมหนักหนากว่าทหารม้าเป็นแน่
คนทั่วไป ต่อให้ไม่สวมเกราะ เพียงยืนอยู่กลางแดดนิ่ง ๆ หนึ่งชั่วยามแม้สวมแค่เสื้อผ้าธรรมดา ก็เหนื่อยล้าไม่น้อยแล้ว
ยิ่งต้องตั้งรับเอาชีวิตรอดท่ามกลางความตึงเครียดถึงเพียงนี้ ร่างกายยิ่งถูกบั่นทอนหนักกว่าเดิม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทหารราบตั้งขบวนได้มั่นคง จนทหารม้าทะลวงฝ่าได้ยาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว หากทหารม้าเริ่มต้นด้วยการก่อกวนและบั่นทอนกำลัง ทหารราบก็มักพ่ายแพ้
เพราะผลแพ้ชนะของศึกหนึ่ง ไม่อาจวัดได้ด้วยมิติเดียวว่า “ทะลวงฝ่าแนวหน้าได้หรือไม่”
ทหารราบกองทัพจินเริ่มแตกพ่าย มิใช่เพราะหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่ร่างกายของบางคนถึงกับยืนไม่ไหว ล้มลงกับพื้น
ช่องโหว่ที่ปรากฏเปิดโอกาสให้กองทัพซ่งคว้าไว้ได้ทันที ทหารม้ารุกไล่ต่อเนื่องดุจคมกระบี่ พุ่งแทงเข้าใส่ช่องโหว่นั้น
ชั่วพริบตา เสียงทหารม้าเหล็กกระทบกันกังวานเป็นชุดราวกับประทัด ทหารราบกองทัพจินนับไม่ถ้วนถูกกองทัพซ่งโถมเข้าใส่อย่างไม่คิดชีวิต จมอยู่ใต้กีบม้าเหล็ก
ทหารม้าด้านหลังไล่ตามมาติด ๆ ช่องโหว่จึงยิ่งขยายกว้าง
เหล็กกล้าบดอัดเข้าไปในเนื้อหนัง กระดูกหักสะบั้น กะโหลกศีรษะแหลกยับ
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ถาโถมเข้ากลืนกิน กองทัพจินไม่อาจต้านทานต่อไปได้อีก ด้านหลังเริ่มมีทหารหนีเตลิด
กองทัพซ่งเองก็เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่น้อย ทหารม้าสองสายที่บุกเข้ามา แต่ละสายเหลือกำลังพลกับม้าอยู่เพียงหลายร้อย
เมื่อพวกเขาตีทหารจินหลายพันคนจนแตกกระเจิง กองทัพซ่งก็แทบหมดเรี่ยวแรงแล้วเช่นกัน
พวกเขาสังหารศัตรูจนตนกลายเป็นมนุษย์โลหิต ม้ากลายเป็นม้าโลหิต
