“ตอนอยู่เยียนจิง ข้าเคยสนทนากับบัณฑิตชาวฮั่นมากมาย และพบว่าพวกเขาหลายคนมีโรคประจำตัวอย่างหนึ่ง คือชอบพูดถึงคุณธรรมอย่างเลื่อนลอยไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนแคว้นซ่งนั้นยึดคุณธรรมปกครองบ้านเมืองมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนภายในแคว้นซ่งจำนวนมากยอมรับ”
ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่เข้าใจขึ้นมาแล้ว “พวกเราแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการทำสงคราม ทั้งยังส่งสัญญาณปรารถนาสันติภาพไปยังชาวซ่ง ส่วนจ้าวกวนเจียก็ต้องขึ้นภาษีทางใต้เพราะภาระทางทหารมหาศาล ย่อมถูกผู้ทรงคุณธรรมเหล่านั้นคัดค้าน นี่คือความหมายของท่านหรือ?”
“ถูกต้อง! จ้าวกวนเจียใช้ภัยคุกคามจากภายนอกอันใหญ่หลวงเพื่อผนึกกำลังคนภายใน เช่นนั้นพวกเราก็ประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่าแคว้นจินไม่รบแล้ว พวกเราปรารถนาสันติภาพไม่ต่างจากชาวซ่ง”
ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่หัวเราะ “พวกเขาจะเชื่อหรือ?”
“จ้าวกวนเจียไม่เชื่อหรอก แต่ย่อมมีคนเชื่อ บัณฑิตที่ชอบพูดถึงคุณธรรมเหล่านั้นจะเชื่อ”
ว่านเหยียนจงหานกล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อว่ากลอุบายนี้จะได้ผล บนโลกนี้ไม่มีคนโง่ถึงเพียงนั้น”
จงวั่งกล่าวว่า “นั่นเพราะท่านไม่รู้จักพวกที่ยกตนเป็นสุภาพชนเลยสักนิด อีกทั้งความขัดแย้งระหว่างเหนือกับใต้ของแคว้นซ่งก็มีมาแต่เดิม”
บรรยากาศเงียบงันลง ครู่หนึ่งว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่จึงกล่าวว่า “ทำตามที่จงวั่งว่า”
หลังทุกคนหารือกันเสร็จ จงวั่งก็รั้งอยู่ต่อ
ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่กล่าวว่า “ปัญหาที่จงผานพูดถึงนั้นรบกวนใจเราอยู่ไม่น้อยจริง ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าขุนนางสูงศักดิ์ฟุ่มเฟือยขึ้นทุกที ความขัดแย้งภายในก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
จงวั่งกล่าวว่า “ฝ่าบาทไยไม่ฉวยโอกาสนี้ย้ายเมืองหลวงไปเยียนจิงเล่า? ประการแรก จะได้โยกย้ายกำลังทหารทั้งหมดลงใต้ วันหน้าจะยกทัพโจมตีซ่งก็สะดวกยิ่งขึ้น ประการที่สอง เยียนจิงมีชาวฮั่นอยู่มาก ใช้ขุนนางชาวฮั่นคานอำนาจเหล่าขุนนางสูงศักดิ์ ทั้งยังช่วยผลักดันให้ฝ่าบาทปฏิรูประบบราชสำนักได้ด้วย”
