เกาชิวออกคำสั่ง เหล่าปันจื๋อสำนักองครักษ์หลวงก็กรูกันเข้ามาควบคุมตัวหยางปิ่งทันที
หยางปิ่งราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง ร้องตะโกนลั่นใส่ปันจื๋อสำนักองครักษ์หลวงว่า “ข้าเป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง พวกเจ้ากล่าวหาข้าใส่ร้าย! ใส่ร้าย! ไม่เห็นราชสำนักอยู่ในสายตา! ไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตา!”
เกาชิวฟาดหน้าเขาอีกหลายฉาดอย่างหนักหน่วง กระทั่งท้ายที่สุดยังอดเป่ามือไม่ได้
ส่วนหยางปิ่งถูกตบจนมึนงงไปหมด ใบหน้าแดงก่ำมีรอยนิ้วมือประทับอยู่ทั่ว
เหล่าขุนนางรอบข้างต่างตะลึงงัน
การทำร้ายขุนนางราชสำนักกลางวันแสก ๆ เป็นความผิดใหญ่หลวง ต่อให้เป็นไท่เว่ยก็ไม่อาจลงมือทำร้ายผู้คนตามอำเภอใจ
มิฉะนั้น หากขุนนางชั้นผู้น้อยไม่เชื่อฟัง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็จะทุบตีด่าทอได้ตามใจชอบมิใช่หรือ?
ล้วนเป็นขุนนางของฝ่าบาททั้งสิ้น แม้แต่จ้าวกวนเจียยังไม่ลงมือทำร้ายผู้ใด แล้วเกาไท่เว่ยกลับกล้าตบคนหรือ?
สมัยนั้นไช่จิงดำรงตำแหน่งไท่ซือ กุมอำนาจทั้งสามสำนัก อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ยังไม่กล้าทำร้ายผู้ใดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเกาชิวกลับกล้าหรือ?
คนที่ทำร้ายขุนนางราชสำนักคราวก่อน บัดนี้ถูกเนรเทศไปชายแดนให้ขนก้อนอิฐกันหมด พวกเราไม่เชื่อหรอกว่าเกาชิวจะกล้าเหยียบย่ำระเบียบราชสำนักไม่เห็นหัว!
หวังเฉิน ขุนนางลี่ปู้ ตวาดด่าว่า “เกาชิว! เจ้าบังอาจนัก! กล้าทำร้ายขุนนางราชสำนักกลางวันแสก ๆ หรือ คิดก่อกบฏหรือไร!”
เกาชิวหันกลับมาตบเขาฉาดหนึ่ง ท่วงท่านั้นรวดเร็วต่อเนื่อง ชำนาญและช่ำชอง ปากยังพึมพำว่า “บัดซบ! เจ้านี่พูดมากเสียจริง!”
