เมื่อทุกคนได้ฟัง ต่างก็แทบปิดบังความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
โดยเฉพาะซุนฝู่ เขากล่าวเสียงสั่นว่า “ดีเหลือเกิน ฝ่าบาท พวกเราชนะแล้ว!”
ตั้งแต่ขันทีที่ติดตามมา ขุนนางในซูมี่ย่วน ไปจนถึงผู้คนจากกองบัญชาการหน้าตำหนัก ล้วนเผยสีหน้ายินดีออกมา
เป็นความผ่อนคลายราวกับยกหินก้อนใหญ่ที่กดทับอกออกไปได้
จ้าวหนิงซ่อนมือที่สั่นระริกไว้ พลางกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “สงครามยังไม่จบ”
ทุกคนพลันสงบลง ทว่ายังคงยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง
จงหานไม่เคยคาดคิดแม้ในฝันว่าตนจะมาพลาดท่าที่นี่
ทว่าไม่นานเขาก็ตั้งสติได้ แล้วสั่งให้ตีฆ้องเรียกทัพกลับ
เมื่อเรียกทัพกลับแล้วก็เริ่ม...ถอยทัพ!
หากยังไม่ถอย รอให้กองทัพทั้งหมดถูกกองทัพซ่งผลาญจนสิ้นหรือไร?
ถอยโดยเร็ว!
แม้แต่ธงก็ทิ้งเสีย ถอยโดยเร็ว!
จงหานยังนับว่าเด็ดขาดอยู่มาก
กองทัพซ่งที่ยกมาจากซ่างตั่งถูกทัพจินขวางไว้ตลอดทาง จงหานจึงฉวยความชุลมุน พากองทหารองครักษ์ถอยหนีไป
เมื่อเขาคิดจะหนี กองทัพซ่งก็ขวางไม่ได้ เพราะขาดทหารม้า
จังหวะของสงครามค่อยช้าลงเมื่อถึงยามเย็น
ลมหยุดพัดแล้ว ทว่าหิมะยังคงโปรยปราย
เมื่อมองลงมาจากที่สูง ผืนหิมะดูราวกับพรมผืนใหญ่สีแดง ปูทอดอยู่ระหว่างหุบเขา ยาวไกลนับสิบลี้
ต้นไม้แห้งโกร๋นกลางขุนเขาส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาท่ามกลางพายุหิมะ
จ้าวหนิงเดินลงมา อาศัยแสงสนธยารำไร เขามองเห็นกองศพที่ถูกหิมะปกคลุมอยู่ไม่ไกล เบื้องหน้าดูคล้ายเนินเขารกร้างลูกแล้วลูกเล่า
กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นลอยคลุ้งในอากาศหนาวแห้ง
ธงที่คราบเลือดจับตัวแข็งยังโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังรอคอยเจ้าของคนเก่า
แม้แต่บนเนินเขาก็มีร่างของผู้ที่พลีชีพในสนามรบกระจัดกระจายเต็มไปหมด
