เมืองตงจิงท่ามกลางหิมะและลมหนาวเงียบสงบ พลันมีคนผู้หนึ่งควบม้าเข้าประตูเมืองมาอย่างรวดเร็ว
“ข่าวด่วนจากเหอตง ระยะทางแปดร้อยลี้! ข่าวด่วนจากเหอตง ระยะทางแปดร้อยลี้!”
ทหารส่งสารฝ่าความหนาวเหน็บ เสียงก้องกังวานทะลุม่านหิมะไปทั่วทุกสารทิศ
ผู้คนอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าออกมาจากโรงสุรา มองไปด้วยความสงสัย
“ข่าวด่วนจากเหอตง ระยะทางแปดร้อยลี้! กองทัพหลวงยึดไท่หยวนคืนได้แล้ว! กองทัพหลวงยึดไท่หยวนคืนได้แล้ว! อู๋เจี้ยยึดไท่หยวนคืนแล้ว!”
ยามเขาควบผ่านศาลวีรชนใกล้สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ผ้าขาวหน้าศาลวีรชนพลันโบกสะบัด ราวกับได้รับแรงดลใจบางอย่าง
ภายในนั้นมีป้ายวิญญาณของหวังปิ่ง ทั้งยังมีรายนามของเหล่าทหารหาญผู้สละชีพปกป้องไท่หยวนในกาลก่อน
คนหลายคนอดไม่ได้ที่จะเดินออกมา มองทหารส่งสารควบม้าผ่านไปดุจลมพายุ
“เขาว่ากองทัพหลวงยึดคืนได้แล้วหรือ?”
“เขาพูดจริงแท้ กองทัพหลวงยึดไท่หยวนคืนได้แล้ว!”
“ทั้งยังเป็นอู๋เจี้ยที่ยึดไท่หยวนคืนด้วย”
“อู๋เจี้ยยึดไท่หยวนคืนได้แล้ว! ไท่หยวนกลับคืนมาแล้ว! ไท่หยวนกลับคืนมาแล้ว!”
มีคนตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
บัณฑิตหลายคนเดินออกมา พอได้ยินถ้อยคำดังกล่าว หนึ่งในนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “อู๋เจี้ยยึดไท่หยวนคืนได้แล้วหรือ?”
บัณฑิตอีกคนกล่าวว่า “ความสามารถของอู๋เจี้ยยังด้อยไปสักหน่อย กว่าจะยึดไท่หยวนคืนได้ก็ป่านนี้แล้ว”
ข่าวแพร่เข้าสู่พระราชวัง ขุนนางจากสำนักประจิม รวมถึงสำนักกิจการทหารและการปกครอง ต่างได้ยินเสียงนั้นแว่วมา
ฉินฮุ่ยออกมาจากที่ทำการรองเสนาบดีฝ่ายขวา มองไปทางต้นเสียงด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง
“ท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าว คล้ายจะมีข่าวทหารจากเหอตงขอรับ”
จ้าวติ่งวางพู่กันลง ถามอย่างฉงนว่า “หรือว่าจะทราบผลเร็วเพียงนี้?”
