“เช่นนั้นคำกล่าวของท่านหวังหมายความว่าอย่างไร?”
หวังชื่อเวิงกล่าวว่า“กระหม่อมเห็นว่าควรรับฟังเสียงประชาชนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงนิ่งเงียบไป
หวังชื่อเวิงเป็นสมุนของฉินฮุ่ย ทุกถ้อยคำที่เขากล่าวออกมา ล้วนมีฉินฮุ่ยชี้นำอยู่เบื้องหลัง
ดูท่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเกาชิวอาจไม่ได้เป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสีฉินฮุ่ยเพราะเกลียดชังเขาเสียแล้ว!
หรือกล่าวอีกอย่างคือ เกาชิวคิดจะใส่ร้ายป้ายสี แต่กลับคาดเดาถูกเสียเอง
จ้าวหนิงตรัสว่า“ย่อมต้องรับฟังเสียงประชาชน แต่ชาวจินมีเจตนาจริงใจที่จะรักษาสันติภาพกับราชสำนักของเราต่อไปหรือไม่ ท่านหวังชื่อเวิงกล้าตบอกยืนยันกับเราหรือไม่?”
หวังชื่อเวิงพลันมีสีหน้าตึงเครียด อึกอักกล่าวว่า“กระหม่อมเพียงกราบทูลตามความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ หวังชื่อเวิงก็ถอยออกไปด้วยสีหน้าหม่นหมอง
ยามนั้น ฉินฮุ่ยก้าวออกมาจากแถวแล้วกล่าวว่า“ฝ่าบาท ชาวจินมีใจดุจหมาป่า ไม่อาจเชื่อถือได้ บัดนี้ฟู่โจวในเหลียวตงอยู่ในมือกองทัพเรา ภายในหมู่ข้าศึกจินย่อมมีความกังวล ไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวาย พวกเราไม่จำเป็นต้องใส่ใจข้าศึกจิน หากพวกเขาคิดจะรบ พวกเราก็จะสู้จนเลือดหยดสุดท้าย!”
เสียงของฉินฮุ่ยดังก้องทั่วท้องพระโรง ในชั่วขณะนั้น เขาราวกับแปรเปลี่ยนเป็นผู้ภักดีรักชาติที่พร้อมจะออกแนวหน้า สละชีพเพื่อแผ่นดินได้ทุกเมื่อ
เขากล่าวต่อว่า“ส่วนเรื่องที่หานเหลียงเฉินยึดฟู่โจวกลับคืนมา ย่อมมีคนใจแคบในราชสำนักอิจฉาริษยา กระหม่อมเห็นว่าไม่เพียงไม่ควรลงโทษ แต่ยังควรปูนบำเหน็จ เพื่อปลุกขวัญทหารเหลียวตงพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงมองใบหน้าซื่อสัตย์จริงใจของฉินฮุ่ย จึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจ้าวติ่งกับจางจวิ้นและคนอื่น ๆ จึงถูกเขาหลอกได้
